
จัณฑาล (จบ)
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ดร.นเรนทรา จาดาฟ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “จัณฑาล” ว่า ดร.อัมเบดการ์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2499 ไม่ถึงสองเดือนหลังพิธีนำจัณฑาลหลายแสนปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระ
ดร.อัมเบดการ์ ป่วยเป็นเบาหวานมานานจนสุขภาพย่ำแย่ ในวัย 65 ปีเศษท่านยังคงทำงานหนักมากกว่าสิบชั่วโมงต่อวัน ตระเวนไปทั่วประเทศเพื่อกล่าวปราศรัยให้แรงบันดาลใจแก่ผู้คน เขียนข่าว เขียนประกาศ แก้ปัญหาจิปาถะ ท่านเสียชีวิตในกรุงนิวเดลี ศพของท่านเคลื่อนสู่มุมไบทางเครื่องบิน โดยขบวนศพต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงในการเคลื่อนไปสนามบิน เพราะผู้คนมากมายออกมาดูหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย ที่มุมไบขบวนศพยาวกว่า 2 ไมล์ วิทยุประมาณการว่ามีคนไปร่วมงานเผาศพท่านกว่าครึ่งล้านคน
รัฐบาลรัฐมหาราษฎระประกาศให้วันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัมเบดการ์ เป็นวันหยุดทำการของรัฐ ผืนดินที่นาคปุระมีพิธีประกาศตนเป็นพุทธมามกะครั้งสำคัญได้รับการบริจาคให้เป็นที่ตั้งพุทธสมาคม โดมที่งดงามได้สร้างขึ้น ณ ที่ฌาปนกิจศพเพื่อให้ผู้คนที่ศรัทธาไปแสดงความเคารพต่อท่านได้
ดามูไปร่วมพิธีศพ ณ ที่นั้น ดามูสาบานว่าจะให้ลูกๆ มีการศึกษาสูงที่สุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะมีได้ เพื่อเติมความฝันของ ดร.อัมเบดการ์ และของตัวเขาเอง แต่การทำความฝันให้เป็นจริงมิใช่ง่ายเลย หนทางเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจนถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ดามูและครอบครัวได้รับ
การต่อสู้อย่างเข้มแข็งยืนหยัดต่อเนื่องยาวนานอย่างเป็นระบบของ ดร.อัมเบดการ์ และผู้ร่วมขบวนการ ก่ออานิสงส์ถึงคนรากหญ้าที่ไม่ยอมพ่ายแพ้อย่างดามู เริ่มจากหลังอินเดียได้เอกราชเมื่อปี 2490 การรถไฟมุมไบมีนโยบายรับคนจัณฑาลเข้าทำงานเพื่อยกฐานะคนเหล่านั้น ดามูได้อานิสงส์จากนโยบายนี้และได้ย้ายครอบครัวเข้าไปพักอาศัยในอาคารที่พักของการรถไฟด้วย
สภาพแวดล้อมของที่นั่นคือสลัม มีทั้งการดื่มสุรา การพนัน และการลักขโมย โดยที่ครูส่วนใหญ่ในโรงเรียนมาจากจัณฑาล แต่ “ครูทุกคนจำชื่อนักเรียนได้และรู้จักพ่อแม่ของนักเรียนทุกคนเป็นการส่วนตัว” ครูดูแลนักเรียน “อย่างระมัดระวังและสอนให้รู้ถึงความสำคัญของการศึกษาเสมอมา”
ที่นั่นมีศูนย์สังคมสงเคราะห์ของการรถไฟ ตอนเย็นเด็กๆ จะไปอ่านหนังสือกันที่นั่น ดามู สนับสนุนให้ลูกๆ อ่านหนังสือ “ท่านว่าลูกของท่านต้องรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นบ้างบนโลกใบนี้” มีเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์สาวคนหนึ่งของการรถไฟ มักไปเยี่ยมเด็กๆ ถึงที่พักเสมอ “บางครั้งเธอขับรถมอริสคันเก่งมาและพาเด็กๆ หลายคนนั่งเล่น หากเราทำคะแนนได้ดีในโรงเรียน ก็จะมีผ้าเช็ดตัว และสบู่ไลฟ์บอยแจก ส่วนใครที่ได้คะแนนสูงสุดของห้อง ก็จะได้รางวัลนั่งรถเที่ยวกับเธอไปด้วยเป็นรางวัลพิเศษ”
ดามูและโซนูส่งเสริมให้ลูกทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีการตั้งกฎว่า “ตราบเท่าที่ลูกคนไหนในสกุลจาดาฟยังเปิดไฟสว่างอยู่ ลูกๆ ที่เหลือจะต้องอ่านหนังสือด้วย”
ด้วยรายได้ที่จำกัด พ่อแม่จะตระหนี่เรื่องเสื้อผ้า กางเกงนักเรียนสีกากีตัดเย็บจากเสื้อคลุมเก่าๆ ที่พ่อได้รับจากการรถไฟทุกปี แต่ “ท่านไม่ยอมให้เราเดินเท้าเปล่า เราต้องสวมรองเท้าเสมอ ซึ่งนักเรียนที่โรงเรียนน้อยคนนักจะมีใส่ ท่านทั้งสองไม่เคยตระหนี่เรื่องนี้เลย”
นอกจากการศึกษาแล้ว ดามูพาลูกเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของ ดร.อัมเบดการ์ ด้วย ครั้งหนึ่งดามูพาลูกไปฟังคำปราศรัยจนจบ ดามูพาลูกไปจนถึงตัว ดร.อัมเบดการ์ เด็กๆ พากันประหม่าและหวาดกลัว แต่ ดร.อัมเบดการ์ ตบบ่าเด็กๆ เพื่อปลอบประโลม และหันไปทางดามู พูดว่า “นี่ลูกๆ ของเธอหรือดามู จำไว้นะ ส่งพวกเขาเข้าโรงเรียน ให้เขาเรียนสูงๆ โตขึ้นเขาจะสร้างชื่อเสียงให้แน่นอน”
ในที่สุดชานูลูกชายคนโตก็เรียนจบและสอบเข้าทำงานได้ในสำนักงานบริหารของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งนับเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูง เจ้านายของดามูเรียกเขาไปพบเพื่อให้รางวัลคุณความดี โดยจะต่ออายุให้ทำงานอีกหนึ่งปี แต่ดามูไม่ขอรับ และเสนอว่า “นายจะกรุณายืดเวลาเกษียณให้คนอื่นได้ไหม ให้คนที่ลูกๆ ยังเรียนหนังสืออยู่ ให้คนที่การศึกษาของลูกจะมีผลไปยังพ่อของเขา ให้ใครสักคนที่จะมีผลดีมากกว่ากระผม”
นายฟังแล้วปลื้มปีติมาก ขอจับมือดามูก่อนพูดว่า “เธอเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”
ทินา ลูกชายคนที่สาม เรียนชกมวยพร้อมกับเรียนในวิทยาลัย ในการแข่งขันกีฬาวิทยาลัยปีแรก ทินา ถูกชกจนจมูกหัก ปากแตก ซ้ำกลัวว่าพ่อจะซ้ำเติม แต่ดามูกลับให้กำลังใจลูกว่า “ลูกแพ้สักครั้งก็ใช่ว่าโลกจะสลาย นักมวยที่แท้จริงจะไม่ถอดใจกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกแบบนี้ แผลของลูกคือถ้วยรางวัล นักมวยตัวจริงหากแพ้สักครั้ง เขาก็จะไม่หยุดต่อยมวยหรอก วันนี้ลูกแพ้มาไม่เป็นไร เราต้องเอาจุดนี้มาเป็นแรงฮึดให้สู้ต่อ มารอดูว่าลูกจะทำได้แค่ไหน” ทินา มุมานะต่อไปจนกลายเป็นนักมวยผู้ประสบความสำเร็จ
เมื่อ ดร.นเรนทรา จาดาฟ จบปริญญาเอกจากสหรัฐ กลับไปพบพ่อด้วยความภาคภูมิใจ ดามูถามลูกถึงวิทยานิพนธ์ “มันจะช่วยคนทั่วๆ ไปได้ยังไง” ดร.จาดาฟ ตกตะลึงกับคำถามนั้น เพราะเป็นคำถามสามัญ แต่สำคัญยิ่ง เพราะ “ถ้าทุกอย่างที่ลูกเรียนมา วิทยานิพนธ์งานค้นคว้าทั้งหลายแหล่ ไม่สามารถช่วยคนบนท้องถนนได้แล้ว ทุกอย่างก็เสียเปล่า”
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นอย่างงดงาม แปลออกสู่ภาษาต่างๆ หลายภาษา น่ายินดีที่เป็นหนังสือขายดีในเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่แม้จะพิมพ์ถึงครั้งที่ 10 แล้ว แต่ยังมีคำผิดค่อนข้างมาก หลายคำแปลผิดพลาดคลาดเคลื่อน เช่น เหตุการณ์จัณฑาลเปลี่ยนศาสนาราว 5 แสนคน เกิดในปี 1956 (วันที่ 14 ต.ค. 2499) แต่ในหนังสือ เป็นปี 1935 (หน้า 24) ดร.อัมเบดการ์ มักจะ “ประดาบ” (Crossed Swords) กับมหาตมะคานธี แต่แปลเป็น “หารือ” (หน้า 24) สำนักกฎหมาย Gray’s Inn ก็เป็น Gary’s Inn (หน้า 22) จอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins) ก็พิมพ์ผิด เป็น จอห์น ฮอฟกินส์ เป็นต้น การถอดชื่อภาษาสันสกฤตเป็นภาษาไทย หากทำตามระบบที่ถูกต้อง ก็จะได้ชื่อที่ดีกว่าที่ปรากฏ เช่น ชื่อผู้เขียน คือ Jadhav ควรออกเสียง dh เป็นเสียง ด หรือ ธ เป็น จาดาฟ หรือ จาธาฟ ไม่ควรจะเป็น จาดฮาฟ ตามที่แปลไว้







