
สงครามการค้าคุกรุ่น ผวาฉุดเศรษฐกิจโลก
ระหว่างที่อังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) กำลังตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือดจากการเตรียมถอนตัวของอังกฤษ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ระหว่างที่อังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) กำลังตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือดจากการเตรียมถอนตัวของอังกฤษ โดยขุนคลังอังกฤษออกมาขู่จะตอบโต้หากอียูจะขึ้นภาษีนำเข้ากับอังกฤษ ในด้านของเอเชีย ธนาคารกลางสิงคโปร์ก็ออกโรงเตือนว่า อาจเกิดการตอบโต้กันขึ้น หากสหรัฐมีมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ถอนตัวจากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือตั้งกำแพงภาษีและประกาศให้คู่ค้าเป็นประเทศปั่นค่าเงิน
การตอบโต้กันไปมาดังกล่าวจะเป็นการประกาศสงครามการค้าครั้งใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ และผลกระทบจะตกอยู่กับเศรษฐกิจโลก นำโดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างสิงคโปร์และหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งเวียดนามที่มีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐมาก
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงมุ่งโจมตีเอกชนอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแม้แต่เอกชนต่างชาติ โดยทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษี 35% กับผู้ผลิตที่ริอาจไปตั้งโรงงานที่เม็กซิโกและทำให้ชาวอเมริกันไม่มีงานทำ และรายล่าสุดที่เจอทรัมป์แผลงฤทธิ์ใส่ คือ บีเอ็มดับเบิลยู ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ถัดจากก่อนหน้านี้ที่ทรัมป์โจมตีโตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตจากญี่ปุ่น เช่นกัน
ความหวาดกลัวจะตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องเร่งปรับเปลี่ยนแผนการโดยด่วน เช่น โตโยต้า ที่ออกมาประกาศย้ำจะลงทุนในสหรัฐ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ภายใน 5 ปี แต่ในปัจจุบันเศรษฐกิจหลายแห่งในเอเชียยังเผชิญกับความเสี่ยงอยู่แล้ว
ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับการไหลเข้าออกของเงินทุน โดยจากคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการการเงินเฟดแล้ว หากมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จะมีการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลพวงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์
สำหรับ เรวี เมนอน ผู้อำนวยการธนาคารกลางสิงคโปร์ ยังคงมีมุมมองด้านบวกที่หวังจะไม่เกิดสงครามการค้า โดยระบุว่า ท่าทีของสหรัฐอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ และการสนับสนุนการค้าภายในสหรัฐก็ยังแข็งแกร่งอยู่
"ทุกอย่างอาจจะไม่ออกมาอย่างที่เราคิด" เมนอน กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของทรัมป์จะอ่อนลงจากคราวหาเสียงเลือกตั้ง เช่น การพร้อมเจรจากับจีนก่อนที่จะตีตราเป็นประเทศปั่นค่าเงิน และการเปิดเผยของทรัมป์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันด้านพรรครีพับลิกัน นำโดย พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอแผนปฏิรูปภาษี ที่ชื่อว่า "ภาษีข้ามพรมแดนปรับตามถิ่นที่อยู่" (Border Adjustment Tax)
แผนภาษีดังกล่าวนำเสนอโดยพรรครีพับลิกัน โดยจะเก็บภาษีกับบริษัทสหรัฐที่นำเข้าสินค้าหรือวัสดุจากต่างชาติมาผลิตหรือขาย แต่จะไม่เก็บภาษีหากส่งออกสินค้าหรือวัสดุใดๆ เปรียบเทียบโดยง่ายเหมือนสินค้าที่มาจากต่างประเทศต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอีก เพื่อให้เอกชนสหรัฐมีการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติที่น้อยลงและหันมาผลิตด้วยวัสดุภายในบ้านมากขึ้น
ไรอัน แสดงท่าที่คนละขั้วกับทรัมป์อย่างชัดเจน โดยการปฏิรูปภาษีดังกล่าวจะหลีกเลี่ยงการก่อสงครามการค้ากับจีน และยังสามารถกระตุ้นให้การผลิตสหรัฐใช้วัสดุในประเทศมาขึ้น อย่างไรก็ตาม ไมเคิล กาเพน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของธนาคารบาร์เคลย์ส ในนิวยอร์ก เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า มาตรการภาษีดังกล่าวมีชื่อเช่นนั้นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกับประเทศอื่นๆ
กาเพน แสดงทัศนะว่า แม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นจากมาตรการดังกล่าวและทำให้ต้นทุนในการนำเข้าถูกลงไปแม้จะต้องเสียภาษี รวมถึงยังทำให้ประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐได้ข้อได้เปรียบทางการค้า แต่ผลกระทบก็ยังมีอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศอื่นๆ จะตอบโต้อย่างไร เช่น อาจเปลี่ยนแปลงระบบการนำเข้าของประเทศหรือแม้กระทั่งฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ)
ในขณะเดียวกัน แม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะเดินหน้าแข็งค่าขึ้นและมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อผู้ส่งออกไปยังสหรัฐเวลาแปลงค่าเงินกลับมา แต่หากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ที่อาจจะออกมาโจมตีว่ามีการจงใจอ่อนค่าเงินเพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกได้ทันที กลายเป็นการสร้างความตึงเครียดต่อสงครามค่าเงินให้เกิดขึ้นมาอีก
สำหรับประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจะเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น สินค้าที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อ โดยสินค้าเหล่านี้ยากต่อการขึ้นราคาในแต่ละครั้ง เนื่องจากลูกค้ามักอ่อนไหวต่อการขึ้นราคาดังกล่าวและลดการซื้อสินค้าเหล่านั้นทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าประเภทดังกล่าว
นอกจากภาคส่วนดังกล่าวแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตในโรงงานอย่างเม็กซิโกและแคนาดาก่อนเข้ามาขายในสหรัฐ โดยจากข้อมูลของดอยช์แบงก์ พบว่า ฮอนด้า ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นมีการนำเข้ารถยนต์เข้ามาในสหรัฐ คิดเป็น 34% ของปริมาณทั้งหมดที่ขายในสหรัฐ ส่วนนิสสันอยู่ที่ 45% โตโยต้าอยู่ที่ 50% และสำหรับมาสด้านั้นนำเข้าถึง 100%
ด้านผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ก็มีการนำเข้ามากเช่นกัน โดยฮุนไดมีการนำเข้าอยู่ที่ 41% ส่วนเกียนำเข้าอยู่ที่ 63% แม้ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้จะมีการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากโรงงานที่บ้านเกิด แต่เกาหลีใต้ก็อยู่ในรายชื่อประเทศเฝ้าระวังการปั่นค่าเงินที่ทรัมป์จับตามองอยู่เช่นกัน
อุตสาหกรรมรถยนต์เหล่านี้จ้างงานมหาศาลทั้งในและนอกประเทศ เช่น จากข้อมูลของสเตติสต้า ผู้รวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจ พบว่า โตโยต้ามีการจ้างงานมากถึง 3.48 แสนอัตรา เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ส่วนฮอนด้าอยู่ที่ 2.08 แสน ในปีเดียวกัน โดยขนาดแรงงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อเศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมเหล่านี้มีอยู่
กระนั้นหลายฝ่ายยังคงพยายามที่จะยื้อไม่ให้เกิดสงครามการค้าขึ้น เนื่องจากรับรู้ความเสี่ยงต่างๆ ต่อเศรษฐกิจดังกล่าว เช่น ญี่ปุ่น ที่เดินหน้าเจรจากับสหรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมายโจมตี ขณะที่ด้านเอกชนเองก็ปรับตัวรับกับนโยบายของทรัมป์แม้จะทำให้ต้นทุนต้องเพิ่มสูงขึ้น
"สหรัฐเข้าใจดีว่าไม่สามารถรังแกจีนได้อย่างที่รังแกเม็กซิโก เมื่อพิจารณาต่อโอกาสที่จะเกิดการแก้แค้น ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายจะค่อนข้างระมัดระวัง" ซีเต๋าซู นักเศรษฐศาสตร์จีนของดีลอยท์ ระบุกับนิกเกอิเอเชียนรีวิว







