
ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ประเด็นเรื่องความเสี่ยงและการบริหารจัดการความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความพยายามในการขับเคลื่อน (หรือกระตุ้น) ให้เศรษฐกิจของไทยมีการขยายตัวในอัตราที่เหมาะสม (หรือควรจะเป็น) ซึ่งถ้าพิจารณาจากการพยากรณ์ของหลายๆ ค่ายสำนัก (ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ) ก็น่าจะอยู่ในช่วง 3-4% ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเมื่อประเมินจากความผันผวน หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2560 นี้ มีปัจจัยทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ที่จะมีผล กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยได้ทั้งในแง่ของการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น-ลดลงของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Risk to Growth) การขาดเสถียรภาพทางด้านราคา (การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ) (Inflation Risk) การขาดเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน (ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน) (Exchange Rate Risk) เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องตระหนัก และเตรียมการในการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเหล่านี้จากปัจจัยต่างๆ ให้ดี
ในส่วนปัจจัยภายในประเทศคงจะเป็นที่เห็นตรงกันว่าการขาดการลงทุนโดยภาคเอกชน (Private Investment) เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญมากต่อโอกาสที่เศรษฐกิจของประเทศจะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด ซึ่งภาครัฐได้ตระหนักถึงปัญหานี้ดีจึงพยายามในหลายรูปแบบทั้งที่เป็นมาตรการในการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน รวมทั้งมีความพยายามในการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งระบบรางและระบบถนน โดยคาดหวังว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนต่อไป (Crowding-in effect) นอกเหนือจากประโยน์โดยตรงที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายการลงทุนของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 และอีกอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน (Uncertainty) จากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองหยิบยกปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นขึ้นมาวิเคราะห์ ประเมินกัน เพื่อจะได้วางแผน หรือมีแผนรองรับได้อย่าง ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจเหล่านั้นจริงๆ เท่ากับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยให้สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ด้วย
ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยและขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กล่าวคือ ประเทศที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ดี และเมื่อมีผลกระทบจากความไม่แน่นอนเกิดขึ้นแล้ว หน่วยเศรษฐกิจในประเทศนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน สามารถปรับตัว แก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี ก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
ตรงกันข้ามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือมีปัจจัยมาจากต่างประเทศ ที่ภาครัฐไม่มีอำนาจควบคุม เมื่อเกิดผลกระทบแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนและเยียวยาต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ราวกับว่ารัฐต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้รับประกันความเสี่ยงขั้นสุดท้าย” แม้ว่าแท้จริงแล้วรัฐไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปรับรองความเสี่ยงเหล่านั้นโดยตรง เพราะรัฐจำเป็นต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยเช่นกัน และความเสี่ยงหลายอย่างเป็นบทบาท หน้าที่ของภาคเอกชนที่จะเป็นเป็นผู้บริหารจัดการและรับภาระต้นทุนนั้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐก็จะมีบทบาทหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้การช่วยเหลือ (ในรูปแบบต่างๆ) ตามที่เห็นสมควรหรือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น กรณีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อมีการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการได้ (Managed Float Exchange Rate System) แล้ว การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศ เป็นภาระที่ผู้ประกอบการจะต้องยอมรับและบริหารจัดการ แตกต่างจากกรณีที่เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ซึ่งรัฐโดยธนาคารกลางทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันอัตราแลกเปลี่ยนให้มีค่าคงที่ และมีต้นทุนจำนวนมาก ดังนั้นถ้ามีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นจน ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากกว่าปกติ ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลให้เกิดเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่าหรืออ่อนค่าลงเพื่อวัตถุประสงค์อื่น และ ถ้ามีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นจนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงไปมากๆ ก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐหรือธนาคารกลางที่จะต้องมีมาตรการอื่นออกมาเพิ่มเติมเพื่อการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น แต่เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจระหว่างประเทศ นักลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ที่เมื่อเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนมาก ก็ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยเครื่องมือทางการเงินที่มี และยอมรับภาระต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น
คงจะต้องยอมรับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยยังคงมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 1) โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังพึ่งพิงภาคเศรษฐกิจภาคใดภาคหนึ่งมาก เช่น ในภาคบริการก็จะพึ่งพาการท่องเที่ยว จนเรียกได้ว่าถ้าจะมีปัจจัยอะไรมีผลกระทบในทางลบต่อการท่องเที่ยว รัฐก็ต้องงัดเอามาตรการทั้งการคลังการเงินเข้าไปให้การช่วยเหลือทันที ในภาคอุตสาหกรรมก็จะมีอุตสาหกรรมหลัก 2-3 อุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง ขาดการกระจายความเสี่ยง 2) ระบบเศรษฐกิจยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งทางด้านรายได้ ความมั่งคั่ง การศึกษา ฯลฯ และ 3) ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีความล่าช้าต่อการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน
ดังนั้น การเตรียมแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรง มีผลกระทบต่อประชาชน จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นตามลำดับ และเพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมมีต้นทุนในการบริหารจัดการความเสี่ยงไม่สูงเกินไป รัฐสามารถให้การช่วยเหลือที่เพียงพอกับผู้ที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือ ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับมาตรการอื่นๆ ที่ไม่มีความจำเป็นทำให้การใช้ทรัพยากรของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ในส่วนของภาคเอกชนและประชาชนโดยทั่วไป ก็จำเป็นต้องมีความเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น มีการเตรียมการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างเพียงพอ ไม่ใช่หวังพึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงเท่านั้น
วิธีการในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทั้งในต่างประเทศและในประเทศเปรียบเทียบกัน น่าจะเป็นภาพสะท้อนที่ดีของการเตรียมความพร้อมในการรองรับปัจจัยเสี่่ยงของแต่ละประเทศ ซึ่งก็น่าจะถึงเวลาที่ไทยจะพิจารณาเรื่่องนี้อย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้ภัยพิบัติจากฝนแล้งและน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เกิดเป็นประจำตามฤดูกาล หรือทุกๆ 2-3 ปีครั้งเลย และเกือบจะทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ ทางออกที่เราใช้กันอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การขอบริจาค ถ้ามีการวางแผน เตรียมการไว้อย่างดี รู้ว่าต้องทำอะไร ทำอะไรก่อน อะไรหลัง ในบางประเทศที่มีการวางแผนรับมือที่ดี เขาขอปฏิเสธยังไม่รับการบริจาคช่วยเหลือด้วยซ้ำไป เพราะเขารู้ว่าเขาจะต้องจัดการอย่างไร แต่ละภาคส่วนรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการครองชีพให้ดีขึ้นด้วย







