
เช็กบิลวิกฤตซับไพรม์ 2008
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวานนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” ได้ตกลงจ่ายเงิน 864 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ให้กับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเพื่อยอมความในคดีจัดอันดับเครดิตเรตติ้งดีเกินจริง จนเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งนำไปสู่วิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐปี 2008
มหกรรมไล่ล่าเช็กบิลที่ยาวนานเกือบ 10 ปี ได้เดินหน้าลงโทษบรรดาธนาคารและบริษัทเครดิตเรตติ้งมาเกือบครบทั้งวงการแล้ว โดยในปีที่ผ่านมาดอยช์แบงก์กับเครดิตสวิสได้ตกลงจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อยอมความไป ขณะที่สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ก็ยอมความไปตั้งแต่ปี 2015 โดยจ่ายไป 1,375 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี การเช็กบิลส่วนใหญ่ที่ว่านี้ก็มักจบลงที่การจ่ายเงินเพื่อยอมความให้เรื่องจบไปเท่านั้น หรือแม้จะมีการยอมทำตามข้อตกลงเพิ่มเติมว่าจะเพิ่มความโปร่งใสมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย หาใช่การปฏิรูปใหญ่เพื่อแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
ปัญหาที่ว่านี้ก็คือการจัดอันดับเครดิตมักถูกผูกขาดโดย 3 เจ้าตลาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดไปถึงราว 95% และอีกปัญหาหลักควบคู่กันก็คือคนจ่ายเงินไม่ใช่รัฐบาล ประชาชน หรือนักลงทุนทั่วไปที่มีส่วนได้เสีย แต่เป็นตัวผู้ออกตราสารเอง ทำให้ที่ผ่านมาจนแม้กระทั่งปัจจุบัน บริษัทเครดิตจึงมีแนวโน้มให้เกรดผู้ว่าจ้างในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ
หากยังจำภาพยนตร์ดังเรื่อง The Big Shot ที่ตีแผ่ความเน่าช่วงวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐได้ จะมีตอนหนึ่งที่คนของมูดี้ส์ยอมรับว่า ต้องให้เกรดสวยกว่าความจริง เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ลูกค้าแค่เดินออกไปหาบริษัทจัดอันดับเครดิตคู่แข่งที่อยู่ข้างๆ กันให้ทำแทน
ที่จริงแล้วสหรัฐเคยมีการออกกฎหมายปฏิรูปบริษัทเครดิตเรตติ้งออกมาในสมัยประธานาธิบดีบุช คนลูกเมื่อปี 2006 แต่จะเรียกว่าปฏิรูปก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะหลักๆ แล้วคือการเปิดทางให้มีคู่แข่งเพิ่ม-ลดการผูกขาดธุรกิจมากกว่า ซึ่งในทางปฏิบัติจริงก็แทบไม่มีคู่แข่งทัดเทียมบิ๊กทรีในการจัดเรตติ้งพวกตราสารที่มีความซับซ้อนสูงได้ ขณะที่กฎหมายปฏิรูปภาคการเงินสหรัฐ ด็อดด์-แฟรงก์ ที่ออกมาล้อมคอกวอลสตรีทในยุคโอบามา ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังเบาเกินไปสำหรับการจะยกเครื่องเรื่องนี้อย่างแท้จริง
ที่น่ากังวลมากกว่าก็คือ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และทีม ครม.มหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยนักลงทุนจากวอลสตรีท เช่น สตีเฟน มนูชิน อดีตผู้บริหารโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งกำลังจะเป็นขุนคลังคนใหม่ มีแนวคิดจะแก้ไขกฎหมายล้อมคอกที่ว่านี้ให้เบาลง ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจในยุคทรัมป์อาจเฟื่องฟูแบบเต็มไปด้วยความเสี่ยงฟองสบู่ และกลายเป็นวัฏจักรปัญหาให้ต้องกลับมาตามล้างตามเช็ดกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ







