
ปฏิรูปแชโบลงานยาก หวั่นลากเศรษฐกิจโสม
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ก่อนวันเลือกตั้งซึ่งอาจเร็วที่สุดในเดือน มี.ค.นี้ มุนแจอิน ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้านและตัวเก็งประธานาธิบดีคนใหม่ ให้สัญญาว่าจะปฏิรูปและจำกัดอำนาจของกลุ่ม “แชโบล” หรือกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะมีผลการดำเนินการที่ย่ำแย่แล้ว ยังเข้าไปพัวพันกับกรณีเรื่องอื้อฉาวของประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ ที่โดนถอดถอนออกไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความพยายามปฏิรูปแชโบลครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ปัญหาอันฉาวโฉ่และเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปนั้นมีขึ้นมาแล้วหลายครั้งในเกาหลีใต้ รวมถึงในสมัยของปาร์กกึนเฮด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังไม่เคยมีครั้งใดที่สามารถนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างเป็นระบบเพื่อยกเครื่องแชโบลได้อย่างแท้จริง
หนึ่งในเหตุผลที่อัยการเกาหลีใต้เลื่อนการพิจารณาว่าจะออกหมายจับอีแจยอง รองประธานและทายาทรุ่นที่ 3 ของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ หรือไม่ไปเป็นวันนี้ก็คือจะนำ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” เข้ามาพิจารณาในการออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้เองอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แชโบลรอดพ้นจากการถูกยกเครื่องมาตลอดที่ผ่านมา
เหตุผลด้านเศรษฐกิจนับเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเข้าปฏิรูปกลุ่มแชโบลเป็นไปได้ยาก โดยระหว่างปี 2008-2012 ซัมซุง กรุ๊ป และฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ช่วยเศรษฐกิจเกาหลีใต้คิดเป็น 35% ของทั้งหมด ขณะที่จากข้อมูลในปี 2012 การส่งออกของกลุ่มแชโบลที่ใหญ่ที่สุด 30 แห่งของเกาหลีใต้คิดเป็น 82% ของทั้งประเทศ และยังจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 80% ของทั้งหมดในแต่ละปี
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2017 ลงไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา จาก 2.8% เหลือเพียง 2.6% ท่ามกลางอัตราการว่างงานของผู้ที่อายุระหว่าง 25-29 ปี ปรับขึ้นสู่ 8.2% เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เก็บสถิติเมื่อปี 1999 หลังกลุ่มแชโบลมีการจ้างงานตำแหน่งงานใหม่น้อยลง โดยเริ่มลดการจ้างพนักงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เมื่อปี 2014 และยังลดลงอีกครั้งในปี 2015
แม้จะยังไม่มีข้อมูลสำหรับปี 2016 แต่การลดลงดังกล่าวนำโดยซัมซุงที่ผลประกอบการจากการขายสมาร์ทโฟนลดลง และในปี 2016 ที่ผ่านมา ซัมซุงยังเผชิญกับการเรียกคืนโทรศัพท์จำนวนมากจนไปถึงการยุติการผลิตสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 7 จากปัญหาแบตเตอรี่ที่มีการทดสอบด้วยบริษัทในเครือ อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ย้ำถึงปัญหาของกลุ่ม “แชโบล”
ไม่ใช่เพียงแค่ซัมซุงเท่านั้น แต่เครือแชโบลอื่นๆ ก็มีปัญหาเช่นกัน เช่น ฮันจิน ชิปปิ้ง ในเครือของฮันจิน กรุ๊ป ซึ่งประสบปัญหาขาดทุนจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด หรือแม้แต่เหตุการณ์ “ถั่ว” อันโด่งดังจากทายาทโคเรียนแอร์ที่ละเมิดกฎการบิน เพียงเพราะไม่พอใจวิธีการเสิร์ฟถั่วบนเครื่องบินโดยสาร รวมถึงเหตุการณ์อื้อฉาวติดสินบนที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายของรองประธานล็อตเต้ กรุ๊ป ส่งผลให้มีความพยายามในการปฏิรูปแชโบลเสมอมา
ในสมัยปาร์กกึนเฮหาเสียงเลือกตั้งในปี 2012 ปาร์กให้สัญญาจะเลิกการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มแชโบลที่กระทำผิด อย่างไรก็ตาม ปาร์กก็ทำได้เพียงไม่กี่ปีและเริ่มกลับมานิรโทษกรรมให้กับเชแตวอน ประธานกลุ่มเอสเค โฮลดิงส์ แชโบลด้านไอทีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดียักยอกเงินในเดือน ส.ค. 2015 โดยกลุ่มเอสเคมีการจ้างงานทั้งหมดราว 7 หมื่นอัตรา
สื่อเกาหลีใต้พากันคาดการณ์ว่า เชแตวอนจะโดนอัยการเกาหลีใต้สอบสวนเป็นรายต่อไปถัดจากอีแจยอง โดยทายาทรุ่นที่ 3 ของซัมซุงถูกสอบสวนมาราธอน 22 ชั่วโมง จากกรณีที่อาจติดสินบนด้วยการบริจาคให้กับมูลนิธิของ “คนสนิท” ประธานาธิบดีปาร์กกึนเฮ เพื่อให้การควบรวมกิจการภายในเครือของซัมซุงเองเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาเป็นไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งการออกหมายจับเลื่อนจากเมื่อวานเป็นวันนี้เนื่องจากต้องการพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ปาร์กซังอิน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแชโบลของกลุ่มเคลื่อนไหวพันธมิตรพลเมืองเพื่อความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ คาดการณ์ว่าหากหุ้นซัมซุงปรับลดลงไป 70% จะส่งผลให้มีบริษัทในเครือล้มละลายหลายแห่ง โดยหากซัมซุงไลฟ์อินซัวรันส์ และซัมซุงไฟร์แอนด์มารีนอินซัวรันซ์ต้องล้มละลายไป จะทำให้อุตสาหกรรมประกันของเกาหลีใต้เข้าสู่วิกฤต และทำให้อัตราว่างงานเกาหลีพุ่งสูงเป็น 7.1% จากระดับปัจจุบันที่ราว 3.5%
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าวยังคำนวณอีกด้วยว่าในกรณีเลวร้ายที่สุดหากซัมซุงล้มไปทั้งเครือจะทำให้กองทุนบำนาญแห่งชาติสูญเงินมากถึง 19 ล้านล้านวอน (ราว 5.7 แสนล้านบาท) จากการเข้าไปลงทุนในซัมซุง และยังทำให้รายได้จากภาษีนิติบุคคลของเกาหลีใต้หายไปอีก 4 ล้านล้านวอน (ราว 1.2 แสนล้านบาท) รวมถึงยังทำให้บริษัทผลิตหลายแห่งที่เป็นซัพพลายเออร์ และธนาคารอีกหลายแห่งล้มตามลงไปด้วย
“โดยสรุปหากซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ล้ม เกาหลีใต้จะเจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักกว่าเมื่อครั้งปี 1997” ปาร์กซังอิน กล่าว โดยหมายถึงวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียเมื่อปี 1997 ซึ่งวิกฤตในครั้งนั้นทำให้มีความพยายามในการคุมเข้มภาคแชโบลขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการห้ามแชโบลค้ำประกันให้กับบริษัทในเครือด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตาม ความหวังในการควบคุมดูแลนั้นยังคงมีอยู่ด้วยการสนับสนุนจากภาคประชาชน โดยผลสำรวจของเรียลเมเตอร์ พบว่า 66.4% ของชาวเกาหลีใต้ไม่เห็นว่าแชโบลจะช่วยเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีผู้มีความเห็นดังกล่าวมากเกือบ 77% ขณะที่ 41.9% เห็นว่ารัฐบาลควรลงโทษแชโบลที่ทำผิดทางอาญาอย่างเข้มงวดมากขึ้นและมีการกำกับดูแล
พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งได้รับที่นั่งมากขึ้นในสภาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน เม.ย. 2016 ที่ผ่านมา เสนอกฎหมายคุมเข้มแชโบล เช่น เสนอลดสัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัวเจ้าของแชโบล หรือเพิ่มความเข้มงวดในหุ้นที่กันไว้สำหรับซื้อคืนมากขึ้น
ความไม่พอใจในหมู่คนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ต่อกลุ่มแชโบลเพิ่มมากขึ้น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงเลือกตั้งที่สำคัญหลังจากนี้ และเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้นำคนใหม่ต้องเร่งหาหนทางแก้ไขความไม่เท่าเทียมนี้โดยเร็ว







