posttoday
แบงก์รัฐอ่วม หนี้เสียเชิงนโยบาย

แบงก์รัฐอ่วม หนี้เสียเชิงนโยบาย

16 มกราคม 2560

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมายในเรื่องการใช้นโยบายกึ่งการคลัง ด้วยการสั่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือแบงก์รัฐ เร่งอัดสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะใช้ให้แบงก์รัฐเป็นท่อส่งเงินไปถึงมือคนในระดับฐานราก ที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ยอมปล่อยกู้ เพื่อจัดเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ถือเป็นงานหลักของแบงก์รัฐที่จะต้องเข้าไปช่วยคนกลุ่มนี้

และผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ประกอบกับมีภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง แล้วตามต่อมาด้วยน้ำท่วม ทำให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนระดับฐานรากของแบงก์รัฐเริ่มมีปัญหาเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ เพราะคนเหล่านี้มีรายได้ที่แน่นอน และมากกว่าครึ่งไม่มีวินัยทางการเงิน

จากข้อมูลตัวเลขการดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลังผ่านแบงก์รัฐ มีภาระทางการคลังที่รอการชดเชยจากรัฐบาล ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2559 กว่า 1.42 แสนล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานของแบงก์รัฐทั้งระบบในเดือน ก.ย. 2559 พบว่า ยอดสินเชื่อคงค้างไม่ขยับยังคงนิ่งอยู่ที่ระดับ 4.1 ล้านล้านบาท เงินฝากทั้งระบบอยู่ที่ 4.21 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล กลับอยู่ในขาขึ้น มียอดคงค้างกว่า 2.98 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6.4% ของสินเชื่อคงค้าง เพิ่มจากต้นปี 2559 ที่มีเอ็นพีแอลทั้งระบบกว่า 2.42 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.9% ของสินเชื่อคงค้าง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมีจุดที่น่าสนใจคือเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ป่าไม้ ประมง ราว 6 หมื่นล้านบาท และเอ็นพีแอลในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ที่ยอดรวมกว่า 1.07 แสนล้านบาท

สถานการณ์ที่ปล่อยกู้ใหม่ไม่ได้ ขณะที่สินเชื่อเก่าก็เริ่มด้อยคุณภาพ และยังมีงานเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การถูกสั่งให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ทำให้พนักงานสาขาแทบไม่มีเวลาหาลูกค้าสินเชื่อรายใหม่ แถมล่าสุดยังเจอภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมถล่มภาคใต้ ขณะที่โครงการตามนโยบายรัฐบาล หรือพีเอสเอ ที่กำลังจะตามออกมาอีกสารพัดในปี 2560 นี้ ประเดิมด้วยการเปิดตัวโครงการหนี้นอกระบบในต้นเดือน ก.พ.นี้ ได้ส่งผลถึงแบงก์รัฐแล้ว

สะท้อนจากตัวเลขผลดำเนินงานของธนาคารออมสิน ณ สิ้นปี 2559 ซึ่ง ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ยอมรับว่า ธนาคารคือกลไกของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก ทำให้มีความเสี่ยงและมีความยาก ล่าสุดตัวเลขเอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ที่ 2.1% หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และในปี 2560 คาดว่ายอดเอ็นพีแอลของธนาคารจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.3-2.4% ซึ่งต้องจับตาเรื่องหนี้เสียของครูที่คาดว่าน่าจะหวนกลับมาสร้างปัญหาให้กับธนาคารได้อีก ขณะที่การปล่อยสินเชื่อนโยบาย อย่างแก้หนี้นอกระบบ และโครงการอื่นอย่างธนาคารประชาชนก็ล้วนมีความเสี่ยง

อีกเรื่องที่น่าเป็นกังวลคือ การหดตัวของสินเชื่อครั้งแรกในรอบ 10 ปี แม้ไส้ในจะมีรัฐวิสาหกิจ อย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ขอจ่ายหนี้คืนกว่า 7 หมื่นล้านบาท สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 2558 กว่า 1.78 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 0.93% ขณะที่ตั้งเป้าหมายทำกำไรสุทธิในปี 2560 อยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิหลังหักสำรอง 2.5 หมื่นล้านบาท

ด้าน ธ.ก.ส.ที่กำลังจะสิ้นสุดปีบัญชี 2559 ในเดือน มี.ค. 2560 นี้ แม้คาดว่าจะทำกำไรได้ตามเป้า 9,000 ล้านบาท แต่ ธ.ก.ส.ก็แทบกระอักเพราะมาเจอภัยแล้ง 2 ปีซ้อน ทำเอาเอ็นพีแอลพุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2558 แตะที่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ทำให้ ธ.ก.ส.รีบลุกขึ้นมาทำมาตรการแก้หนี้เชิงรุก คาดว่าน่าจะสยบเอ็นพีแอลได้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 3.25% ของสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปีบัญชี 2559 ได้

ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. แม้จะเป็นแบงก์รัฐที่ปล่อยกู้เพื่อที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่สถานการณ์ปล่อยสินเชื่อปีนี้ แม้จะได้ตามเป้า 1.7 แสนล้านบาท ก็หืดขึ้นคอ ส่วนหนี้เอ็นพีแอลเริ่มเห็นสัญญาณว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี เพราะมีเอ็นพีแอลขยับมาอยู่ที่ 5.13 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 5.7% ทำให้ต้องรีบปรับโครงสร้าง คาดว่าสิ้นปี 2559 จะลดลงเหลือ 5.2% และในปี 2560 ตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลเหลือ 4% โดยเตรียมแผนตัดหนี้เสียกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ออกขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์

แม้ในภาพรวมการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐ หรือพีเอสเอ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ช่วยให้โครงการไหนที่ทำไปแล้วเกิดความเสียหาย จะได้รับการชดเชยจากรัฐบาล แต่แบงก์รัฐก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา เรื่องโครงการตามนโยบายของรัฐ หรือพีเอสเอ ระบุว่า พีเอสเอที่ได้รับการชดเชยความเสียหายตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น ที่จะให้จัดชั้นปกติ โดยไม่ต้องกันสำรอง และมีน้ำหนักความเสี่ยงเท่ากับศูนย์ ส่วนพีเอสเอที่ไม่มีมติ ครม.ระบุชดเชย จะต้องจัดชั้นกันเงินสำรองและกำหนดน้ำหนักความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์ปกติ

ตัวอย่างกรณีที่ ครม.เห็นชอบให้แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ลูกหนี้เอสเอ็มอี วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% และหากเกิดความเสียหาย รัฐบาลจะชดเชยต้นเงินให้ 10% ดังนั้นโครงการนี้ถือเป็นพีเอสเอทั้ง 1 หมื่นล้านบาท แต่ในรายละเอียดจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ได้รับชดเชยความเสียหาย 10% ของมูลค่าโครงการ หรือเท่ากับ 1,000 ล้านบาท ทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถจัดชั้นปกติ โดยไม่ต้องกันเงินสำรอง และมีน้ำหนักความเสี่ยงเท่ากับศูนย์ เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยให้ ส่วนที่ไม่ได้รับการชดเชยอีก 9,000 ล้านบาท (อีก 90% ที่เหลือ) จะต้องจัดชั้นและกันสำรอง รวมถึงให้น้ำหนักความเสี่ยงตามปกติ ตามคุณภาพของลูกหนี้ เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจยังต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงอยู่

ดังนั้น เรื่องการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐ จึงเป็นงานหนัก งานหินของแบงก์รัฐ แม้จะได้รับการชดเชยจากรัฐ แต่การถูกให้ปล่อยกลุ่มเสี่ยงก็ยังมีภาระตั้งสำรองในส่วนที่ไม่ได้รับการชดเชยอยู่ดี หากเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดีอย่างที่คาด ก็กระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ แบงก์รัฐก็ยิ่งเพิ่มภาระในการตั้งสำรองหนี้เสีย และกระทบต่อรายได้และกำไรที่น่าจะอยู่ในช่วงขาลง เท่ากับว่าได้รับผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่อง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท