
ภาพลักษณ์ประเทศไทย ผ่านดัชนี CPI (1)
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์
ดัชนี CPI มีความเป็นสากลเพราะเป็นผลรวมของงานวิจัยระดับนานาชาติจำนวนมาก องค์กรชื่อ Transparency International ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์เพื่อให้เป็นกระจกสะท้อนภาพรับรู้ (Perception) สำหรับส่วนราชการของประเทศต่างๆ ตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดในอนุสัญญาการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของสหประชาชาติ (UNCAC) 2003 ที่ประเทศไทยร่วมลงนามกับ 140 ประเทศทั่วโลก
หลักการและวิธีการต่างๆ ของ TI และ CPI ที่ปรากฏ 17 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนความพยายามต่างๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาชน ฯลฯ ได้ร่วมมือกันรณรงค์เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยความคาดหวังให้ตัวเลขดัชนี CPI ของประเทศไทยดีขึ้น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของไทยเกี่ยวกับการทุจริตฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำคือ ช่วงคะแนน 30 จาก 100 มีอยู่ 47 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกาและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคือ 43 คะแนนอยู่มาก บทความนี้มุ่งเจาะไปที่กระจกสะท้อนภาพการรับรู้ในทัศนะของนานาชาติที่มีความแตกต่างไปจากการรับรู้ของสังคมไทย และผลกระทบที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ
1) ความแตกต่างระหว่างการมุ่งเน้นกระบวนการ VS การมุ่งเน้นผลที่เกิดขึ้น (Process VS Output) ระบบราชการไทยอยู่ในบริบทของกฎหมายระเบียบปฏิบัติตลอดจนวัฒนธรรมของสังคมไทยที่เน้นกระบวนการทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ความสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐาน ตลอดจนการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลา ต้องการหลักฐานมากมาย ต้องการความรอบคอบ และตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วน ฯลฯ ในขณะที่นานาชาติมุ่งเน้นผลที่เกิดขึ้น จึงเป็นความขัดแย้งที่ยากจะปรับเข้าหากัน เพราะระบบราชการไทยมีวัฒนธรรมองค์กรที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ในขณะที่ผลของการกระทำที่เกิดขึ้นดูจะมีความสำคัญน้อยกว่าความถูกต้องสมบูรณ์ตามขั้นตอนและกฎระเบียบ ฯลฯ
2) ความแตกต่างระหว่างสถานภาพของข้าราชการและระบบราชการไทยในฐานะผู้ปกครองกับสถานภาพของระบบราชการนานาชาติในฐานะผู้ให้บริการ (Governing VS Servicing) ดังนั้นปัจจัยเรื่องอำนาจจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นานาชาติจึงคาดหมายให้ระบบราชการเป็นผู้รับใช้สนองความต้องการของผู้ใช้บริการและต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการ ในขณะที่ระบบราชการไทยคาดหมายให้ผู้มารับบริการดำเนินการให้ถูกต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดให้ครบถ้วนก่อนที่ข้าราชการจะให้บริการ เพราะคำนึงถึงประโยชน์ตัวเอง เป็นต้น
ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า กระจกสะท้อนภาพการรับรู้นั้นบิดเบือนไปเนื่องจากบริบทของระบบราชการที่ต่างกัน ทำนองมองต่างมุมระหว่างนานาชาติกับข้าราชการไทยหรือสังคมไทยเอง แต่ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และการเปิดกว้างของการค้าขาย การลงทุน การสื่อสารคมนาคม ฯลฯ บังคับให้ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนามีความจำเป็นต้องได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการผลิตการจ้างงาน การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนจากต่างประเทศทั้งในรูปแบบ FDI (Foreign Direct Investment) ที่รู้จักกันดี และ NEM (Non-Equity Models of International Production and Development) ซึ่งเน้นการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เช่น การจ้างผลิต การผลิตสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม การ Outsource ภารกิจต่างๆ การให้ Franchising และ Licensing เป็นต้น
ประเทศไทยเคยได้รับการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสองลักษณะ ในสัดส่วนสูงกว่า 1% ของวงเงิน 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาคเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น GDP เกินกว่าปีละ 10% และต่อมาได้ค่อยๆ ลดลงจนปัจจุบันเหลือน้อยมาก เพราะนานาชาตินิยมใช้ดัชนี CPI เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคนี้และภูมิภาคอื่น ประเทศไทยซึ่งเคยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การมีงานทำ เงินทุนที่ไหลเข้ามามากกว่าการไหลออก ฯลฯ จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จนเกิดปรากฏการณ์ของการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานาน และการว่างงานของผู้จบอุดมศึกษากำลังรุนแรงขึ้น เพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







