ปฏิทินเชิดชูสถาบันและศาสนา
ปฏิทินปี 2560 ส่วนมากเป็นปฏิทินเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นอยู่ว่าหน่วยงานใด นำมุมไหนมาเสนอ
โดย...ส.สต
ปฏิทินปี 2560 ส่วนมากเป็นปฏิทินเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นอยู่ว่าหน่วยงานใด นำมุมไหนมาเสนอ ทั้งนี้ โดยดูจากหน่วยงานต่างๆ นำมามอบให้กองบรรณาธิการ นสพ.โพสต์ทูเดย์หลายรายด้วยกัน แม้จำนวนไม่มากเหมือนอดีต แต่มีอะไรให้พูดถึงในความคิดสร้างสรรค์แบบมีศิลปะ ในช่วงที่ประชาชนคนไทยทั่วราชอาณาจักรรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 แต่ที่จะยกมาพูดถึงวันนี้เฉพาะที่เลือกแล้วว่ามีความหมายที่อธิบายได้
ลำดับแรกคือปฏิทินของบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ที่เล่าเรื่องพระมหากษัตริย์ในหัวข้อ ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ โดยเล่าความเป็นมาของคำว่าจักรี ว่ามาจากพ้องเสียงกับคำว่า จักรและตรี ซึ่งเป็นเทพศาสตราวุธของพระวิษณุและพระศิวะ รัชกาลที่ 1 จึงทรงให้สร้างพระแสงจักรและพระแสงตรี 1 สำรับ และกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์และกำหนดให้ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำพระราชวงศ์จักรีสืบมาถึงปัจจุบัน และบอกว่ายุครัตนโกสินทร์เจริญรุ่งเรืองเข้าสู่ปีที่ 235 ณ ปี 2560 ภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงนำพาประเทศผ่านพ้นอุปสรรคและวิกฤตต่างๆ ณ ปัจจุบันราชอาณาจักรไทยเข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลที่ 10
พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ละรัชกาลมาตีพิมพ์พร้อมทั้งบอกวันเดือนปีที่ขึ้นครองราชสมบัติตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 เรียงตามลำดับ ถึงเดือนที่ 10 ส่วนเดือนที่ 11 และ 12 ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชวงศ์มหิดล ครั้งทรงพระเยาว์ และพระบรมฉายาลักษณ์ ที่รัชกาลที่ 10 ทรงรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2518 มาตั้งไว้ครบ 12 เดือน
ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะที่เป็นธนาคารกลาง รู้ใจคนไทยว่าต้องการสะสมธนบัตรในรัชกาลที่ 9 จึงนำธนบัตรรุ่นแรกและที่ระลึกมาพิมพ์ในปฏิทินตั้งโต๊ะ ภายใต้หัวข้อ ธนบัตรในรัชกาลที่ 9 เอกลักษณ์แห่งองค์พระมหากษัตริย์และความเป็นไทย เริ่มตั้งแต่ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท (แบบเก้า) ออกใช้เมื่อปี 2491 ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ด้านหลังเป็นพระที่นั่งอนันตสมาคม นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารอัญเชิญมาเป็นภาพประธานในธนบัตร ปฏิทินชุดนี้เชื่อว่าไม่หมดอายุ และจะเป็นที่ต้องการตลอด เพราะธนบัตรที่ระลึกนั้นหายาก ชาวบ้านทั่วไปแค่เก็บภาพปฏิทินสะสมก็คุ้มแล้ว
กรมศิลปากรทำปฏิทินตั้งโต๊ะในหัวข้อว่า สุวรรณมณิรัตนปฏิทิน อธิบายความหมายของปฏิทินว่ามีรากศัพท์จากภาษาบาลีแปลว่า ในทุกๆ วัน (สันสกฤตคือ ปรติทินัม) ส่วนชื่อเดือนแต่ละเดือนก็อธิบายรากศัพท์ เช่น คำว่า มกราคม มาจากรากศัพท์ว่า มกร ซึ่งเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์
มิใช่อธิบายอย่างเดียว แต่นำภาพเครื่องทองโบราณที่สร้างเป็นรูปสัตว์มาตีพิมพ์ประกอบด้วย โดยรวมแล้วเป็นปฏิทินมีคุณค่าครบ 12 เดือน คงไม่มีใครทิ้งขว้างเช่นกัน
อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2489 นับเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับปฐมฤกษ์ เป็นบริษัทที่ใช้พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นโลโก้ของบริษัท ดังนั้น เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2560 ทางบริษัทได้รูปพระปรางค์วัดอรุณฯ มาอธิบายความหมายทั้งองค์เรียกว่า ชุดพุทธปรางค์ ไฮไลต์คือเรื่องงานประดับกระเบื้องเคลือบสีที่เป็นประหนึ่งอาภรณ์ตกแต่งสถาปัตยกรรม
ชุดพุทธปรางค์ ประกอบด้วย กลุ่มปรางค์ 5 องค์ บนฐานไพทีเดียวกัน โดยมีปรางค์ประธานทรงจอมแหอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางที่สื่อความหมายถึงเขาพระสุเมรุ ส่วนองค์ปรางค์บริวารทรงฝักข้าวโพด ซึ่งประกอบตรงมุมทั้งสี่แทนความหมายของเขาสัตตบริภัณฑ์ ขณะที่มณฑปทิศแบบปราสาทยอดมณฑป ณ กึ่งกลางด้านทั้งสี่นั้น ทนความหมายจตุโลกบาล ก่อนมีแนวกำแพงและซุ้มล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน
ชุดพุทธปรางค์ประดับด้วยพื้นผิวด้วยกระเบื้องเคลือบสี ขึ้นรูปและลวดลายต่างๆ ทั่วทั้งองค์ ประดุจสวมใส่เครื่องอาภรณ์อันวิจิตร
งานวิจิตรนี้ช่างไทยรับอิทธิพลมาจากจีนและพัฒนาให้เป็นแบบของไทยเป็นการเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3
ในการอธิบายแต่จุด หรือองค์ประกอบสำคัญ ผู้จัดทำได้อธิบายตั้งแต่องค์รวมคือ พุทธปรางค์ จากนั้นนำเลขมาใส่เครื่องหมายเพื่ออธิบายได้โดยไม่สับสน จนถึงหมายเลขที่ 12 ที่เรียกว่านภศูลยอดมงกุฎ
โดยอธิบายยอดสูงสุดว่า นภศูลยอดมงกุฎ
สื่อสัญลักษณ์ถึง “วชิราวุธ” อาวุธของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ตามคติของไทย ส่วนปลายยอดสุดประดิษฐานพระมหามงกุฎอีกชุด ซึ่งในคัมภีร์ “ปัญจราชาภิเษก” ที่เชื่อกันว่าเขียนขึ้นในรัชกาลที่ 1 อธิบายความหมายว่า “...พระมหามงกุฎนั้นไซร้ คือ ยอดวิมานพระอินทร์...”


