
10 แนวโน้มด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2017 ที่ควรรู้ (1)
Over the next decade … intelligence will become ambient …made possible
โดย...ปริญญา หอมเอนก / ปกรณ์ โชติถิรพงศ์
“Over the next decade … intelligence will become ambient …made possible by an ever-growing network of connected devices… incredible computing capacity from the cloud … insights from big data and intelligence from machine learning”
เป็นคำกล่าวของ Mr.Satya Nadella CEO ของ Microsoft ได้กล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งใหญ่ในทศวรรษถัดไปว่าเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มีโอกาสสูงที่จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในอนาคต ปัจจุบันนี้ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนมนุษย์ เช่น มาทำงานเป็นผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์หุ้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ Call Center โดย AI จะมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ในปี 2020 จากอุบัติการณ์ Internet of Thing จะทำให้โลกของเรามีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตรวมทั้งสิ้นประมาณ 5 หมื่นล้านเครื่อง ซึ่งในปี 2016 ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านเครื่อง ประกอบกับการมาถึงของระบบ Cloud ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงอย่างไม่มีขีดจำกัด ธุรกิจสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ด้วย Big Data และ Machine Learning ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น IT Mega Trends ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็เช่นกัน จาก IT Mega Trends ดังกล่าว และจากหลากหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในปี 2016 ที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2017 ได้ แบ่งออกเป็น 10 เรื่อง ดังนี้
1.“Blockchain Security”/“Cryptocurrency Security”
หลายท่านมักจะเข้าใจว่า Blockchain ต้องถูกนำมาใช้ใน FinTech ก็คือการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ แท้จริงแล้ว FinTech หมายถึง การที่สถาบันการเงินนำ IT มาพัฒนาการให้บริการทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เทคโนโลยี Blockchain มีความเกี่ยวข้องกับ FinTech โดย Blockchain อาจถูกนำมาใช้ใน FinTech หากแต่ FinTech ไม่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ก็ได้
ทุกวันนี้เวลาเราส่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเป็นการคัดลอกข้อมูลแล้วส่งถึงกัน เรียกว่า “Internet of Information” แต่เทคโนโลยี Blockchain ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Internet of Value” ที่เราสามารถส่ง Asset ที่มี Value ถึงกันได้ สามารถเคลื่อนย้าย Asset ที่มี Value ถึงกันได้ โดยที่ไม่เกิด Double-Spending และที่สำคัญการมาถึงของ “Smart Contract” ทำให้เราไม่จำเป็นต้องย้ายเฉพาะเงินเพียงอย่างเดียว แต่เราย้ายสินทรัพย์อย่างอื่นก็ได้ เช่น ใบหุ้น เพลง โฉนดที่ดิน ที่สำคัญคือเทคโนโลยี Blockchain สามารถอยู่ในธุรกิจใดก็ได้ และสามารถทำหน้าที่แทนคนกลางในธุรกิจนั้น ดังนั้นเทคโนโลยี Blockchain จึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “Trusted Protocol” และ เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง โดย Regulator ในประเทศต่างๆ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำพาให้เทคโนโลยี Blockchain ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศ ดังนั้น เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้จึงเป็นหนึ่งในสิบของ Top Ten Cybersecurity ประจำปี 2017
2.“Shadow IT/Shadow Data” : New Threats from Cloud Adoption
เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรากำลังใช้บริการ Cloud กันอยู่ทุกวันในชีวิตประจำวันของเรา เนื่องจากเราต้องใช้ Smartphone ทั้งเรื่องส่วนตัวที่บ้านและเรื่องงานในที่ทำงาน ทุกคนล้วนมี Cloud Drive ส่วนตัว พนักงานบางท่านนำข้อมูลบริษัทอัพโหลดขึ้น Cloud Drive โดยตรง ซึ่งมีโมบายแอพพลิเคชั่นกว่า 700 แอพพลิเคชั่นที่ฝ่าย IT ขององค์กรไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งคำว่า Shadow Data หมายถึงข้อมูลของเราหรือขององค์กรที่ถูกคัดลอกออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่เราเองหรือพนักงานขององค์กรไม่ทราบว่ามีผลเสียอย่างไร
วิธีการรับมือส่วนบุคคลทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง คือ ไม่ควรนำข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลลับไปจัดเก็บไว้ใน Cloud โดยไม่มีการป้องกัน หรืออาจจะ Disable Cloud Service ต่างๆ ไม่ให้ Sync ข้อมูลไปเก็บไว้ใน Cloud ก็ทำได้ด้วยตนเองเช่นกัน
3.Strengthen in Legal, Regulatory Compliance and IT Assurance
จากกฎระเบียบที่มีความเกี่ยวข้องกับการนำ IT มาใช้ในการประกอบธุรกิจที่เข้มงวดขึ้น ทำให้เวลานี้มีความต้องการ IT Auditor สูงขึ้นมาก ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา Data Loss, Data Leak (Breach), Downtime, Privacy Breach ตลอดจนผลกระทบจาก Malware Attacks ซึ่งเป็น Common Risk Scenario ขององค์กรที่นำระบบ IT มาใช้ในทุกองค์กร โดยหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ในแต่ละประเทศ เช่น ก.ล.ต. เริ่มมีการนำ NIST Cybersecurity Framework และ COBIT 5 มาใช้ในการกำกับเรื่องการนำ IT มาใช้ในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรและลูกค้าที่มาใช้บริการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากในสมัยนี้ทุกกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรต่างๆ ล้วนขึ้นอยู่กับระบบ IT เป็นส่วนใหญ่ ถ้าระบบ IT มีปัญหา Business ก็มีปัญหาเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า “IT Risk” ก็คือ “Business Risk” นั่นเอง
4.Threats on inappropriate use of Social Media/Social Network lead to Reputational Risk
ในปัจจุบันการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยผู้ไม่หวังดี หรือบรรดาแฮ็กเกอร์ที่พวกเรารู้จักกันดี แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากแฮ็กเกอร์ แต่เกิดจากการที่เราโจมตีตัวเราเองโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยการใช้ Social Media อย่างไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหา “Reputational Risk” ในปี 2016 เราได้เห็นความเสี่ยงมากมายในโลกโซเชียลที่นำไปสู่ Reputation Risk เรื่องอื้อฉาวในโซเชียลต่างๆ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้มาจากแฮ็กเกอร์ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของเราเองที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียอย่างไม่ระมัดระวัง ชื่อเสียงที่เราสั่งสมมาเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้กว่าร้อยปี แต่สามารถตัดทำลายได้เพียงวันเดียว ดังนั้น ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็น Intangible Asset ที่เราต้องรักษาไว้ หลักการง่ายๆในการใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา Reputational Risk ก็คือ “Think before you Post and Search before you Share”







