
ชายผู้ช่วย 9.8 หมื่นชีวิต ให้รอดตายในครั้งเดียว
สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนเกรงกลัวที่สุด คงจะหนีไม่พ้นความกลัวตายในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ดังนั้น
โดย...ดร. เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนเกรงกลัวที่สุด คงจะหนีไม่พ้นความกลัวตายในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ดังนั้น ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านจึงพร่ำสอนให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอแม้ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เกิดสติสำนึกว่า “ถึงที่สุดแล้วไม่มีใครหนีพ้นความตาย” ในเบื้องต้นจึงพึงละวางความเห็นแก่ตัวกันลงบ้าง ให้ความรักและเมตตากันบ้าง ปฏิบัติกายใจจน “รู้” ว่าแม้ต้องตายก็พร้อมที่จะตายได้โดยที่ไม่ลงต่ำไปสู่ภูมิสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ก็จะได้ไม่สูญเปล่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้...
ในโลกนี้มีชีวิตมากมายที่ต้องตายไปโดยที่ยังไม่ทันจะ “รู้สึกถึงพร้อม” เช่น ความตายที่เกิดกับคนหมู่มากในคราวเดียวกันโดยอุบัติเหตุกะทันหันที่เป็นข่าวอยู่เร็วๆ นี้ ดูแล้วน่าสังเวชใจจนมีคนตั้งคำถามว่า เขาเหล่านั้นทำสิ่งใดมา ทำไมจึงต้องมาตายพร้อมกัน ฯลฯ ...ที่จริงในประวัติศาสตร์โลก มีมนุษย์จำนวนมหาศาลที่ตายพร้อมกัน เช่น เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม และสงคราม...ในเมื่อ “เหตุที่เกิดกับทุกชีวิตล้วนมีปัจจัย” ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาคำตอบหรอกค่ะ แต่ควรบ่มเพาะกายใจตัวเองให้ “ถึงพร้อม” ที่จะตายได้เสียดีกว่า...
ในคราวที่เกิดสงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-1953) ทำให้ชนชาติเดียวกันต้องรบราฆ่าฟันเพราะอุดมการณ์ที่บุรุษหนึ่งยึดมั่น คือ นายคิมอิลซุง บิดาของเกาหลีเหนือได้นำการบุกเกาหลีใต้ โดยมีสหภาพโซเวียตและจีนหนุนหลัง... ในรายงานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ช่วงเวลา 3 ปี 1 เดือน 2 วันแห่งสงคราม มีผู้เสียชีวิตถึง 1.2 ล้านคน พวกเขาเป็นทั้งทหารและพลเรือนของเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา กองกำลังสหประชาชาติ หรือแม้แต่กองกำลังหนุนจากจีน ทว่า ในสงครามเดียวกันนี้ก็มีผู้เฉียดตายรอดชีวิตมาได้เกือบแสนคน จากความยึดมั่นในอุดมการณ์ของบุรุษอีกผู้หนึ่งเช่นกัน
โลกไม่ค่อยจะรู้จัก “นพ.ฮยอน บง ฮัก” เท่าไร เพราะฮอลลีวู้ดยังไม่ได้เอาไปทำหนัง ไม่เหมือน นาย Oskar Schindler ที่คอหนังฝรั่งรู้จักดีจากภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s List ซึ่งเล่าเรื่องราวของเขาในการช่วยชีวิตชาวยิวกว่าพันคนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซี... ส่วน นพ.ฮยอน บง ฮัก นั้น ในปี 1950 ระหว่างสงครามเกาหลี ท่านเป็นเพียงคนหนุ่มที่เป็นล่ามและที่ปรึกษาพลเรือนท้องถิ่นของ พล.ต.Edward M. Almond ผู้บัญชากองทหาร X Corps ของสหรัฐ
กลางเดือนธันวาคม ปี 1950 ที่หนาวเหน็บ กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ถูกกองทัพแดงของจีนตีร่นลงมาจากจางจิน ทว่า เส้นทางบกลงใต้เกือบทั้งหมดถูกเกาหลีเหนือยึดไว้ ดังนั้นการถอยทางน้ำจากท่าเรือฮึงนัมที่อยู่ในแดนเกาหลีเหนือจึงเป็นทางเลือกเดียว สหรัฐจึงได้วางแผนที่จะถอนทหารทางเรือโดยใช้เวลาหลายวันในการลำเลียงรถ น้ำมัน และอาวุธยุทโธปกรณ์ จำนวนหลายร้อยตันขึ้นเรือที่ลอยลำรออยู่ราว 193 ลำ มีจุดหมายปลายทางที่เมืองปูซาน ...ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้อพยพชาวเกาหลีนับแสนคนในฝั่งเหนือที่กำลังหนีภัยสงครามพากันมาอออยู่ที่ท่าเรือฮึงนัมเพื่อขอลี้ภัยไปเกาหลีใต้ด้วย....
เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ยากลำบากเช่นนี้ นายฮยอน บง ฮัก ได้อ้อนวอน พล.ต.Edward M. Almond ให้พาผู้อพยพไปด้วย แม้ไม่เป็นผลเขาก็ยังคงพยายามขอร้องอยู่ถึง 2 สัปดาห์...ลองนึกถึงสภาพเรือที่บรรทุกสิ่งของเต็มหมดแล้วไม่มีที่ว่างให้คนขึ้นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งของเหล่านี้เป็นทรัพย์สมบัติของกองทัพ... แต่ในที่สุด พล.ต.Edward M. Almond ก็ยอมทำตามคำวิงวอนของ นายฮยอน บง ฮัก และได้ตัดสินใจทำให้สิ่งที่น่าสรรเสริญยิ่ง คือ ได้สั่งให้ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการสู้รบทั้งหมด รวมทั้งน้ำมันราว 700 ถัง ลงน้ำเพื่อมีที่ให้ประชาชนที่หนีตายมาได้ขึ้นเรือ...
การจัดขบวนคลื่นมนุษย์ขึ้นเรือใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนจึงสำเร็จ เรือลำสุดท้าย ชื่อว่า SS Meredith Victory บรรทุกผู้อพยพที่เบียดเสียดกันเข้ามาถึง 1.4 หมื่นคน โดยไม่มีที่แม้แต่จะนั่ง นับเป็นสถิติการอพยพคนในเรือลำเดียวที่มากที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน เรือเดินทางอย่างระมัดระวังเกือบ 2 วันจึงพาผู้อพยพ ราว 9.8 หมื่นคน ไปขึ้นบกเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยปลอดภัย ...ชีวิตเหมือนเกิดใหม่ และก็เป็นจริงค่ะ...มีเด็กเกิดบนเรือขณะอพยพถึง 5 คน ซึ่งทหารสหรัฐตั้งชื่อเล่นให้อย่างน่ารัก ว่า กิมจิ หมายเลข 1 ถึงหมายเลข 5 ...หากไม่มีคนที่ชื่อ “ฮยอน บง ฮัก” กิมจิน้อยก็ไม่เกิด และคนนับแสนอาจต้องถูกฆ่าตาย ณ ท่าเรือฮึงนัมไปแล้วก็ได้
นายฮยอน บง ฮัก ได้ตัดสินใจเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยยอนเซ และอุทิศตนในการรักษาคนและช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ไม่เคยได้ป่าวประกาศตนเอง จนหลายสิบปีให้หลังได้มีการทำสารคดีการอพยพคนครั้งนี้ และมีภาพยนตร์เนื้อหาใกล้เคียงกันออกมา ชาวเกาหลีโดยทั่วไปจึงรู้จักเขา ...สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดจนวาระสุดท้าย คือ เพื่อนสนิทของเขาและภรรยาท้องแก่ไม่สามารถขึ้นเรือได้ ถูกทิ้งไว้ที่ท่าเรือซึ่งภายหลังได้ถูกระเบิดจนเป็นจุณ...
สิ่งที่เขากังวลมากที่สุด คือ การที่ได้ทำให้ญาติพี่น้องที่อพยพหนีภัยต้องพลัดพรากจากกัน ดังนั้น ตลอดชีวิตจึงมีความปรารถนาให้มีการรวมชาติกัน ทว่า นพ.ฮยอน บง ฮัก ถึงแก่กรรมก่อนในปี 2007 เมื่ออายุ 85 ปี ต่อมา ในปี 2014 “กระทรวงผู้รักชาติและทหารผ่านศึกแห่งเกาหลี” จึงได้มอบเกียรติบัตรและยกย่องเขาเป็นฮีโร่คนแรกในสงครามเกาหลี... พูดถึงกระทรวงนี้ อยากให้ไทยยกระดับหน่วยงานของเราขึ้นเป็นกระทรวงบ้าง จะได้ให้ความสำคัญแก่ทหารผ่านศึกกับผู้รักชาติ ได้ดีเหมือนเกาหลีค่ะ







