posttoday
ถ้าโลกนี้ไม่มีการเมือง (จบ)

ถ้าโลกนี้ไม่มีการเมือง (จบ)

15 มกราคม 2560

การเมืองคือการต่อสู้ แข่งขัน แย่งกันเป็นใหญ่ แต่เดิมประชาธิปไตยไม่ได้ออกแบบให้มีการต่อสู้

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

การเมืองคือการต่อสู้ แข่งขัน แย่งกันเป็นใหญ่ แต่เดิมประชาธิปไตยไม่ได้ออกแบบให้มีการต่อสู้ แต่ใช้ระบบ “มอบหมาย” หรือ “จิตอาสา” นักคิดในแนวนี้อย่าง จอห์น ล็อค, ฌัง ฌาร์ค รุซโซ และมองเตสกิเออ ไม่ได้พูดถึงการเลือกตัวแทนหรือนำเสนอระบบเลือกตั้งใดๆ เลย เพียงแต่พูดถึง “การมอบหมายอำนาจ” ภายใต้ระบบข้อตกลงร่วมกันของคนทั้งหลายในชุมชนการปกครอง โดยเรียกข้อตกลงนั้นว่า “สัญญาประชาคม” (Social Contract) เพื่อให้สัญญานี้ “ผูกมัด” ให้ใครก็ได้ที่ต้องไปทำหน้าที่แทนผู้คนทั้งหลายได้ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้นให้ดีที่สุด ไม่บิดพลิ้วไปได้

ฝรั่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Consensus ที่แปลว่า “ความยินยอม” ซึ่งก็คือพื้นฐานของ “จิตอาสา” หรือการทำหน้าที่ให้แก่กันด้วยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้มอบหมายและผู้รับมอบ ซึ่งผู้มอบก็คือประชาชนหรือ “ผู้ใต้ปกครอง” ส่วนผู้รับมอบนั้นก็คือ “ผู้ปกครอง” ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องมีหน้าที่ต่อกัน เริ่มต้นต้องมีความไว้วางใจกัน อย่างที่เราเรียกทั่วๆ ไปว่า “ความรัก” ซึ่งไม่ใช่ความรักธรรมดาๆ แบบหนุ่มสาวหรือเพื่อนฝูง แต่ต้องผนึกแนบแน่นเป็นปึกแผ่นไปทั้งสังคม ว่าอย่างไรว่าตามกัน ที่เรียกว่า “ความสามัคคี” อันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ที่เรียกว่า “ความร่วมมือ” ซึ่งทั้ง 3 สิ่ง คือ “ความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือ” คือความหมายในด้านดีของการเมืองที่ได้ขึ้นต้นไว้ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้เขียนเสนอว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีการเมือง” โดยยกเลิกเสียระบบพรรค ระบบการเลือกตั้ง และนักการเมือง ก็หมายถึงไม่อยากให้มีการเมืองในแนวที่ชั่วร้ายนั่นเอง ซึ่งโลกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “ข้อเสีย” ของทั้ง 3 สิ่งนี้มาเป็นร้อยๆ ปี ที่รวมถึงทำให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ต้องมัวหมองไปด้วย เพราะยังคงติดอยู่กับ “กับดักของระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด” นั่นก็คือระบอบประชาธิปไตยนี้ยังคงมีความไม่ดีอยู่ ซึ่งที่เข้าใจกันว่ามีน้อยในอดีต ได้ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากำลังจะเป็นระบอบที่ไม่มีความดีเหลืออยู่เลย

การที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนในยุโรปและอเมริกายังพอไปได้ก็เพราะเขามีวัฒนธรรมที่โอบอุ้มอยู่ 2 เรื่อง คือ “ความรับผิดชอบ” กับ “น้ำใจนักกีฬา” คือเมื่อใครก็ตามที่คิดจะอาสาไปทำงานการเมือง (ที่เราเรียกว่านักการเมือง) จะต้องรู้ขอบเขตอำนาจของตนเอง และทำตามหน้าที่ที่มีอยู่นั้นให้เต็มที่ ซึ่งเมื่อมีข้อผิดพลาดก็ต้องยอมรับผิด รู้พิจารณาตนเอง ทำตามและรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เช่นเดียวกันกับต้องรู้จักแพ้ รู้จักชนะ เคารพกติกา มีความเป็นสุภาพบุรุษ รู้จักให้อภัย ให้โอกาส และให้เกียรติกันและกัน อย่างที่เรียกว่าเป็นนักกีฬาที่ดีนั้นด้วย สิ่งเหล่านี้ฝรั่งเขาถูกกล่อมเกลามาเป็นอย่างดี

ในกรณีของประเทศไทย การแข่งขันทางการเมืองคือ “การเอาเป็นเอาตาย” หรือ “ใครใหญ่ใครอยู่” รวมถึง “ใครดี (ความจริงคือเลว) ใครได้” ที่ไม่ได้เป็นการต่อสู้แบบนักกีฬา แต่เป็นการต่อสู้แบบสัตว์หรือเดรัจฉาน มีการหมายปองจ้องฆ่าเอาชีวิต มีความอาฆาตแค้น สร้างความแตกแยกชิงชัง มีการทุจริตคดโกงทุกรูปแบบ ยิ่งละเมิดกฎหมายหรือกติกาได้ยิ่งดี ยิ่งเก่ง (รวมถึงที่มีผู้ใช้กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาซูฮกด้วยแล้วยิ่งถือว่าเป็นสุดยอดนักการเมือง) แต่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ไม่รู้จักความรับผิดชอบ เอาแต่ได้ กอบโกยเอาแต่ผลประโยชน์เข้าสู่ตนและพรรคพวก ไม่สนใจคำมั่นสัญญาหรือสิ่งที่รับปากต่อประชาชน แม้กระทั่งแอบอ้างเอาประชาชนมาแสวงหาประโยชน์และประกอบกรรมทำชั่วให้แก่ประเทศชาติ

ในช่วงหนึ่งที่ประเทศไทยมีปัญหาการเมืองวุ่นวาย ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดก็คือช่วงหลังพฤษภาทมิฬ ปี 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระราชดำรัสกล่าวถึง “รู้รัก สามัคคี” ซึ่งคนที่ติดตามการเมืองมาโดยตลอดอาจจะเชื่อมโยงได้ว่า พระองค์ท่านน่าจะทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์และอนาคตของประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ภายหลังจากที่คนไทยใน พ.ศ. นั้นเกิดความแตกแยก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำคือระหว่างผู้นำในกองทัพกับผู้นำในพรรคการเมือง ทั้งที่สองฝ่ายนี้ก็มาจากทหารด้วยกัน แต่ว่าภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของ “นักการเมืองพันธุ์ใหม่” ในปี 2544 สถานการณ์ความแตกแยกของคนไทยนั้นยิ่งเลวร้าย เพราะนักการเมืองได้แบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 ฟาก เป็น “สีแดง-สีเหลือง” และ “สีแดง-สีฟ้า” กระทั่งต้องมีรัฐประหารเพื่อระงับการแตกแยกนั้นถึง 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557 ทำให้ผู้เขียนคิดถึงพระราชดำรัส “รู้รัก สามัคคี” ของรัชกาลที่ 9 นั้นขึ้นมาอีกครั้ง

ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ทหารและนิติบริกรพยายามที่จะค้นคิด “การเมืองแบบไทยๆ” จนถึงขั้นที่หัวหน้านิติบริกรได้พูดออกมาเองว่า “รถโรลส์-รอยซ์ไม่เหมาะที่จะมาวิ่งในท้องนาไทย ของเราต้องใช้รถอีแต๊กอีแต๋น” แล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นฉบับ “ไล่ล่าทักษิณ” โดยผู้นำการร่างที่มีฉายา “หน้าแหลมฟันดำ” ที่สุดก็ยิ่งสร้างความร้าวฉาน กระทั่งทำให้นักการเมืองคิดง่ายๆ ว่าถ้ามีการนิรโทษกรรมกันอย่าง “สุดซอย เหมาเข่ง” แล้วก็จะแก้ปัญหานั้นได้ แต่ก็ทำให้ยิ่งเลวร้ายเพราะได้นำมาซึ่งความปั่นป่วนในสังคมกระทั่งต้องมีการชุมนุม “ชัตดาวน์แบงค็อก” กันข้ามปีในปี 2556 กระทั่งทหารต้องออกมาทำรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 นั้น ซึ่งขณะนี้เราก็กำลังรอรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วย “อุปกรณ์ลงทัณฑ์” สำหรับนักการเมืองมากมาย ที่รวมถึงการ “เซตซีโร่-ล้างบาง” นั้นด้วย

ไม่มีซะดีไหม “พรรคการเมือง นักการเมือง และการเลือกตั้ง” ลองมาใช้ระบบ “จิตอาสา ฉันทานุมัติ และรู้รักสามัคคี” หรือถ้าจะดีที่สุดก็คือเราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบบ้านเมืองอย่างเต็มที่ อย่าให้นักการเมืองชั่วๆ มาแอบอ้างใช้ประโยชน์จากอำนาจที่เราเคยมอบให้นี้อีกต่อไป

รัฐธรรมนูญใหม่เขียนไว้ข้อเดียวว่า “ไม่เอานักการเมือง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท