
ช่องว่างยิ่งถ่าง โลกยุคใหม่ยิ่งเสี่ยง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หากเทียบภาวะปัจจุบันกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจภาคการเงินสหรัฐเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครก็คงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ถือว่าดีขึ้นมามาก เฉพาะในสหรัฐนั้น อัตราการขยายตัวของค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราการยึดบ้านคืนของเจ้าหนี้สถาบันการเงินก็ยังลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จนทำให้สหรัฐหลุดพ้นจากวังวนการอัดฉีดกระตุ้นทางการเงินอย่างเข้มข้นได้
ทว่า ในขณะที่ภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้นนั้น ก็กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่น่ากังวลและซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องตรงกันว่า “ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน” และ “การแบ่งขั้วทางสังคม” นั้น คือความเสี่ยงที่สุดที่จะเป็นภัยคุกคามต่อโลกภายใน 10 ปีข้างหน้านี้
ที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้สำรวจความเห็นนักธุรกิจ นักวิชาการ และผู้นำประเทศ 750 คน เพื่อประเมินความเสี่ยงของโลกใน 30 เรื่องหลัก ตั้งแต่ภาวะเงินฝืด ฟองสบู่สินทรัพย์ ไปจนถึงภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์อาหารและน้ำ ภัยก่อการร้าย และการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งพบว่าเทรนด์ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ อาทิ สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การแบ่งขั้วทางสังคม และความไม่เท่าเทียมทางรายได้ กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นไปสู่ปัญหาข้างต้น
จริงอยู่ว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และถือเป็นปัญหาพื้นฐานมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ทว่าปัญหานี้กำลังเป็นปัจจัยนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นและซับซ้อนขึ้นตามมาในปัจจุบัน ดังที่ปรากฏให้เห็นแล้วกับปรากฏการณ์เบร็กซิต หรือการที่สหราชอาณาจักรลงมติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) และการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยที่มองข้ามความเสี่ยงหลายประการที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง
ที่สำคัญก็คือ ความไม่เท่าเทียมที่ว่านี้ไม่สามารถแก้ได้เพียงแค่การผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้สูงขึ้น
มากาเร็ตธา เดอเซนนีค ฮาเนาซ์ หัวหน้าฝ่ายการประเมินความเสี่ยงและการแข่งขันของโลก ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ระบุว่า หลายฝ่ายต่างเชื่อตรงกันว่ารูปแบบของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้กันตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ผลที่ดีพอ และมีเสียงเรียกร้องให้หันกลับมาทบทวนเชิงพื้นฐานกันมากขึ้นว่า โลกจะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายความมั่งคั่งออกไปอย่างไร
ขณะที่ในมุมมองของเซซิเลีย เรเยส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายประเมินความเสี่ยงของซูริค อินชัวรันส์ กรุ๊ป นั้น กระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2016 ที่ผ่านมา ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อรากฐานความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นเสาหลักของความมั่งคั่งทั่วโลกด้วย
ทั้งนี้ ในเชิงภาพรวมของโลกนั้น ความไม่เท่าเทียมทางรายได้มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ทั่วโลกต่างก็พยายามขับเคลื่อนตัวเองกันมากขึ้น ทว่าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ อังกฤษ แคนาดา ไอร์แลนด์ และออสเตรเลียนั้นกลับพบว่า กลุ่มเศรษฐีที่มีสัดส่วนเพียง 1% กลับเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักมากกว่า
ขณะที่วิกฤตการณ์ภาคการเงินเมื่อปี 2008 กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ช่องว่างทางรายได้ยิ่งถ่างออกไปมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในสหรัฐนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวช้าลง ค่าจ้างแทบไม่ขยับตัวขึ้น และคนจนถึงชนชั้นกลางจำนวนมากก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วยกับตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา จากมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการซื้อคืนสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
จากมุมมองของเวทีเศรษฐกิจใหญ่ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์นั้น ปัญหาเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาให้เห็นแล้วผ่านการก่อเกิดกระแสต่อต้านกลุ่มอำนาจเดิมทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง (Anti-establishment) ซึ่งนำไปสู่ผลการลงประชามติเบร็กซิตที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกมาแล้ว รวมไปถึงชัยชนะของทรัมป์ ซึ่งนอกจากจะต้องยกเครื่องทบทวนการเติบโตทางเศรษฐกิจกันใหม่แล้ว ยังต้องหันมาปฏิรูปตลาดทุนด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากเมื่อ 9 ปีก่อน ทว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็ยังมีแรงงานชาวอเมริกันอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรไปด้วยกับแนวทางการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้ภาคการผลิตย้ายฐานไปยังประเทศค่าแรงถูกตั้งแต่ในเอเชียจนถึงเม็กซิโก และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ส่งสินค้ากลับเข้ามาขายในประเทศโดยไม่เสียภาษี โดยเฉพาะสถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในแถบมิดเวสต์ ที่แตกต่างจนแทบจะเป็นหนังคนละม้วนเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมไอทีในซิลิคอน วัลเลย์ ที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์มากกว่า
นอกจาก 2 เหตุการณ์สำคัญดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้ว กระแสในลักษณะดังกล่าวยังเกิดขึ้นในภาคพื้นยุโรปกับการขยายตัวของกลุ่มขวาจัดทั้งในเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่ประเทศเหล่านี้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และส่งผลให้ช่องว่างคนจน-คนรวยขยายตัวกว้างขึ้น
ที่ผ่านมาความไม่เท่าเทียมในประเทศกำลังพัฒนาได้นำไปสู่การพลิกโฉมแบบฉับพลันที่เห็นได้ชัด เช่น การปฏิวัติดอกมะลิ หรือการลุกฮือในกลุ่มโลกอาหรับ ซึ่งเริ่มขึ้นจากประเทศตูนิเซีย ทว่าสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ความไม่เท่าเทียมจะยิ่งนำไปสู่กระแสต่อต้านขั้วอำนาจเก่าที่อาจทำให้โลกเต็มไปด้วยความซับซ้อนขึ้น และยิ่งเสี่ยงต่อการคาดเดาได้ยากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้







