
ข้อเสนอแนะการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุดมการณ์ทางการเมือง
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
ถึงแม้ขนาดนี้ประเทศไทยเราก็ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้แนวคิด “การสร้างประชาธิปไตย” หรือ (Democratization) ที่จำเป็นต้องวางรากฐานไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองให้คนไทยมีวัฒนธรรมทางการเมือง ที่รองรับการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นการพินิจการเมืองในครั้งนี้ จึงขอเสนอแนะการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุดมการณ์ทางการเมือง ดังนี้
1.การจัดทำอุดมการณ์ทางการเมืองที่รองรับการสนับสนุนระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงต้องเน้นปรัชญาที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่ หรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงต้องใช้การเสริมสร้างการให้การศึกษาทางการเมือง ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงดำรงตำแหน่งประมุข และทรงมีพระราชอำนาจภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญรวมถึงความสำคัญของกระบวนการและสถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการตรวจสอบการใช้อำนาจ และการเข้าสู่การใช้อำนาจที่ถูกต้อง
ดังนั้น เรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยในครั้งนี้ และพบว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับประชามติ) มีความชัดเจนอย่างยิ่งที่จะรองรับสนับสนุนการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญพบว่าการเข้าใจ การเข้าถึง และการแสดงความผูกพันของกฎหมายรัฐธรรมนูญกับเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือประชาชน ยังมิอาจแสดงได้อย่างชัดเจน การประชามติเป็นการแสดงถึงจำนวนหรือการยอมรับเชิงปริมาณเท่านั้น หากแต่จะเกิดความสมบูรณ์และมีคุณค่าจากนี้ไปจำเป็นที่จะต้องให้ปวงชนชาวไทยทั้งหลายได้ตระหนักและมีความผูกพันกับเนื้อหาและกระบวนการต่างๆ ในรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สาระสำคัญที่ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของการสร้างประชาธิปไตย มีองค์ประกอบอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่ 1.การเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพ 2.การให้ความสำคัญในเรื่องความเสมอภาคของประชาชน 3.การยอมรับและปฏิบัติตามกฎหมาย 4.การเข้าใจและยึดมั่นในหลักเสียงข้างมากเคารพเสียงข้างน้อยที่มีธรรมาภิบาล (ยอมรับเสียงข้างมากที่ชอบธรรม) 5.การมีความพร้อมและร่วมกันสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปที่สุจริตและเที่ยงธรรม ทั้ง 5 ข้อนี้ถือได้ว่าจะต้องขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์วัดในเชิงคุณภาพ และถือได้ว่าเป็นบันไดก้าวแรกของการสร้างประชาธิปไตย อาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี จากนี้ไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องเอาจริงเอาจัง และทำให้นานาประเทศเข้าใจอัตลักษณ์ของความเป็นไทย การเมืองแบบไทยที่ต้องบูรณาการตกผลึกร่วมกันของทุกฝ่ายที่นำไปสู่สภาวะทางการเมืองที่มีเสถียรภาพอย่างแท้จริง
2.การใช้แนวความคิด PDCA คือกระบวนการที่นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยอันประกอบไปด้วย P (Plan) การวางแผน ซึ่งประเทศไทยเราเองมีทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เน้นการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยให้เป็น “พลเมือง” อันเป็นการยกระดับคุณภาพของคำว่าประชาชนให้มีศักดิ์และศรีสูงขึ้น เป็นกำลังสำคัญในการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง ส่วน D (Do) การดำเนินงานที่เป็นไปตามโรดแมป คสช. ที่วางไว้คงเป็นไปตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ ส่วน C (Check) การตรวจสอบจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบผลการดำเนินงานทั้งหมดว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปประเทศซึ่งก็มีการรายงานมาเป็นลำดับและอาจต้องใช้เวลาตามขั้นตอนที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อต้องการจะเน้นย้ำในการวัดผลสัมฤทธิ์เชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ และ A (Act) การปรับปรุงการดำเนินการอย่างเหมาะสม หรือการจัดทำมาตรฐานใหม่ยกระดับคุณภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ PDCA นี้ให้เป็นที่เข้าใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ต้องเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันและมีความร่วมไม้ร่วมมือที่จะนำแนวคิด PDCA นี้มาสร้างประชาธิปไตย
3.ต้องทำให้ทุกคนตระหนักถึงการทำงานที่โปร่งใสมีความเอื้ออาทรในสิ่งที่ถูกต้องไม่คิดคดทรยศต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จำเป็นที่จะต้องสร้างบ้านเมืองให้เกิดความยั่งยืนกับลูกหลานในภายภาคหน้า ดังนั้นเรื่อง “จิตสำนึกทางการเมือง” จึงเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังเอาใจใส่ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องทำให้เกิดความตระหนักเป็นกระแสหลักที่ให้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดังนั้นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองถึงแม้จะมีกลไก สถาบันทางการเมือง การออกแบบระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างๆ หรือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองในระดับท้องถิ่น ล้วนแล้วแต่จำเป็นอย่างยิ่งยวด การสร้างพลเมืองในวิถีประชาธิปไตยไม่ใช่การสร้างให้พลเมืองที่มีเสรีภาพมากจนไม่มีใครฟังใครกัน อย่างไรก็ตามข้อด้อยของระบบอุปถัมภ์ การถือความได้เปรียบเสียเปรียบเรื่องพรรค์นี้จำเป็นต้องขจัดให้หมดสิ้นไป ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างค่านิยมใหม่ที่ให้เป็นสังคมธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
บทสรุปการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุดมการณ์ด้านการเมืองต้องลดความขัดแย้งทางการเมืองทุกกรณี และผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมเป็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องลดทิฐิมานะ ความเชื่อ ค่านิยม ของแต่ละฝ่ายให้กลับมาเดินทางสายกลางที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญและรู้จักให้อภัยที่สำคัญที่สุด คือ การรู้จัก “การเสียสละทางการเมือง” อันหมายถึงการทำการใดๆ ที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองทั้งต่อหน้าและลับหลังโดยคำนึงถึงการก่อประโยชน์ให้กับระบบการเมืองมากที่สุด ไม่หวังเพียงเพื่อชัยชนะที่นำมาซึ่งความแตกแยกแต่อาจจำเป็นต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ หรือยอมยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เพื่อให้การเมืองที่ดีกลับคืนมาเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน







