posttoday
'ทรัมป์' 5 เรื่องหนักๆ ที่คนไทยควรรู้ (จบ)

'ทรัมป์' 5 เรื่องหนักๆ ที่คนไทยควรรู้ (จบ)

11 มกราคม 2560

เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงเรื่อง “ทรัมป์ 5 เรื่องหนักๆ ที่คนไทยควรรู้”

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงเรื่อง “ทรัมป์ 5 เรื่องหนักๆ ที่คนไทยควรรู้” ตอนที่ 1 ประกอบด้วยเรื่องที่ 5 การยกเลิกการให้ความร่วมมือเรื่อง “โลกร้อน” และเรื่องที่ 4 NAFTA ต้องคุยใหม่ ไม่งั้นก็เลิก

วันนี้จะขอคุยต่ออีก 3 เรื่องสุดท้าย ซึ่งจะเป็นเรื่องหนักๆ ที่ผมคิดว่าคุณ
ผู้อ่านควรจะรู้ ขอเชิญอ่านต่อเลยครับ

เรื่องที่ 3 ทรัมป์ยกเลิก TPP แน่

“ผมจะประกาศการถอนตัวจากข้อตกลง TPP (Trans-Pacific Partnership)” เช่นกันข้อความนี้เป็น 1 ใน 7 ข้อที่ทรัมป์สัญญาว่าจะรีบทำด่วน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนอเมริกัน

ตามโรดแมปของนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ ทรัมป์ประกาศไว้ว่าภายใน 100 วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจะให้สหรัฐอเมริกายกเลิกการเป็นสมาชิก TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 12 ประเทศ โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เป็นสมาชิก TPP มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม

พูดกันง่ายๆ มหามิตรประเทศในกลุ่มอาเซียนที่รักกันปานจะกลืนกิน ตอนนี้ได้มีการหนีไปแสวงหาผลประโยชน์กับสหรัฐอเมริกา การที่เวียดนามกับมาเลเซียไปเข้าร่วมกับกลุ่ม TPP ก็จะทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนที่สำคัญๆ ของสินค้าสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย

เช่น ไอโฟน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น ก็จะทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสครั้งสำคัญไป และจะยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในการผลิตสินค้าส่งออกก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะต้องเจอกับกำแพงภาษีนำเข้า ในขณะที่ประเทศสมาชิก TPP ไม่ต้องเสียภาษี

หากทรัมป์ยกเลิกจริง น่าจะเป็นผลดีแก่ประเทศไทย เนื่องจากคู่แข่งตัวฉกาจของไทยอย่างเวียดนามและมาเลเซียก็จะต้องผิดหวังไป ผมเดาเอาเองว่า คืนที่ทรัมป์ได้รับชัยชนะ ผู้นำของทั้งสองประเทศนี้คงนอนไม่หลับแน่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่ชื่อ นาจิบ ราซัค ซึ่งตอนนี้กำลังอ่วมอรทัยจากปัญหาใหญ่เรื่องคอร์รัปชั่น

นาจิบเองคงคิดว่าจะได้สร้างผลงานจากเรื่อง TPP แต่กลายเป็นว่ามี “พระเอกขี่ม้าดำ” มาล้มดีลดังกล่าวไปอย่างหน้าตาเฉย

จากนี้ไปก็คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะเข้าไปคบหากับทรัมป์อย่างไร? ทรัมป์เป็นคน “คิดใหญ่” ตามหนังสือที่เขาเคยเขียนไว้ ผมเองมองว่าเรื่อง “TPP” สหรัฐอเมริกาได้ผลประโยชน์จิ๊บจ๊อยจากงานนี้ ผมจึงไม่แปลกใจถ้าทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลง TPP จริงๆ “Think Big” ของทรัมป์ในเวลานี้น่าจะเป็นเรื่องที่จะให้ทุกประเทศในโลกใบนี้รุมกินโต๊ะ “จีน” มากกว่า เพราะเขามองว่าจีนนี่แหละที่จะพอสามารถเป็น “แจ็กผู้ฆ่ายักษ์” และจะสามารถเอาชนะอเมริกาได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งทรัมป์จะไม่ยอมให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นมาแน่ๆ

เรื่องที่ 2 นโยบายภาษีเอาใจคนรวย

ทรัมป์เคยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งไว้แล้วว่า เขาจะลดภาษีสำหรับคนอเมริกันทั้งประเทศจากอัตราภาษีสูงสุดที่รัฐบาลส่วนกลางเก็บที่ 35% เพื่อที่จะให้คนร่ำรวยสามารถนำเงินที่ได้จากการประหยัดภาษีไปลงทุนหรือไปใช้จ่ายเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาษีให้คนอเมริกันทั่วไปเพื่อพวกเขาจะได้มีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สำหรับภาษีนิติบุคคลหรือภาษีบริษัทนั้น สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วที่ 35% (ทั้งนี้ยังไม่รวมกับภาษีนิติบุคคลของแต่ละรัฐที่เก็บเพิ่มเข้าไปอีกไม่เกิน 5%) พรรครีพับลิกันต้องการลดภาษีส่วนกลางที่ 35% นี้ให้ลดลงมาเหลือเพียง 20% แต่ทรัมป์ต้องการให้เหลือแค่ 15% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการเก็บภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ 25% (ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ที่ 20%)

นั่นแสดงให้เห็นว่า หากนโยบายลดภาษีนำมาใช้จริง สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นแหล่งดึงดูดให้บรรดาบริษัทภายในประเทศขยายการลงทุน และยังดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้นไปอีกด้วย คาดกันว่าหากภาษีนิติบุคคลลดลงเหลือ 25% และบริษัทเหล่านี้นำเงินไปขยายกิจการทั้งหมด จะทำให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง และภาคเศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัวถึง 6.6%

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั่วโลกก็คือ ค่าเงินทั่วโลกจะอ่อนตัวลงอย่างแน่นอน จากการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากจากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นจากการเสียภาษีน้อยลง ค่าเงินของสหรัฐอเมริกาและตลาดหุ้นของอเมริกาก็จะกลับมาโลดแล่นอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องที่ 1 นโยบายให้บริษัทยักษ์ใหญ่เอาเงินกลับบ้าน

บริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล กูเกิล จีเอ็ม ฟอร์ด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีรายได้ที่พักไว้ในต่างประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดกันว่าน่าจะมีเม็ดเงินสูงเกินกว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 90 ล้านล้านบาท) ที่ฝากไว้ในต่างประเทศทั่วโลก

บรรดาบริษัทเหล่านี้ไม่เคยคิดที่จะนำเงินจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการประกอบธุรกิจโอนกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาประเทศบ้านเกิดเลย สาเหตุเป็นเพราะว่าเงินทุกดอลลาร์ที่จะนำกลับเข้ามาในสหรัฐอเมริกาจะต้องเสียภาษีรายได้สูงถึง 35% แต่ภายในนโยบายด้านภาษีของทรัมป์ในการนำเม็ดเงินกลับบ้าน (Corporate Tax Repatriation Plan) คาดว่าจะมีการลดภาษีลงเหลือเพียง 15% เท่านั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คาดกันว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นอีกในสหรัฐอเมริกา และมีโอกาสที่จะทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) สูงขึ้นมากกว่า 1% เสียอีก

สำหรับประเทศไทย ข้อนี้ก็ถือว่าหนักมาก!! เพราะทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนเข้าไปเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ถ้ามีการลดภาษีการนำเงินกลับบ้านจริง ก็จะต้องมีการดึงเงินลงทุนกลับประเทศครั้งยิ่งใหญ่ หรือที่นักวิเคราะห์ชอบใช้คำว่า “Capital Flight”

ประเทศในกลุ่ม Emerging Market ซึ่งก็คือประเทศที่กำลังพัฒนาซะส่วนใหญ่ และมีเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย บรรดาประเทศในกลุ่มนี้มักจะมี Capital Flight เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะเศรษฐกิจผันผวน แต่ให้ผลตอบแทนดี กลุ่มประเทศเหล่านี้แหละโดนแน่ จะมีการดึงเงินทุนกลับครั้งใหญ่ และจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น ขณะที่ค่าเงินทั่วโลกเริ่มอ่อนตัวลงอีก ประเทศที่เศรษฐกิจไม่ค่อยแข็งแรง เช่น อาร์เจนตินา บราซิล ฟิลิปปินส์ งานนี้ค่าเงินลดกระฉูดแน่ พร้อมๆ กับตลาดหุ้นผันผวนทั่วโลก

ดังนั้น ปีนี้เราควรทำอะไรที่สบายใจ ปีหน้าทรัมป์มาค่อยว่ากันใหม่นะครับ

หมายเหตุ - บทความชิ้นนี้เขียนเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ข้อความบางตอนอาจจะไม่ทันสถานการณ์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท