
อังกฤษเจองานยาก ความหวังเข้าตลาดร่วมอียูเลือนราง
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ความหวังในการรักษาสถานะการเข้าถึงตลาดร่วมของอังกฤษ หลังลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือ เบร็กซิต เมื่อเดือน มิ.ย. ดูจะเลือนรางมากขึ้นทุกที เมื่อนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ได้ออกมายืนกรานว่าจะให้ความสำคัญลำดับแรกกับการควบคุมจำนวนผู้อพยพที่ทะลักเข้ามาในอังกฤษ และไม่ได้สนใจรักษาความเป็นสมาชิกกับอียูแล้ว
คำพูดดังกล่าวฉุดให้ค่าเงินปอนด์ร่วงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. ลงไปอยู่ที่ 1.2125 เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา และปลุกกระแส “ฮาร์ดเบร็กซิต” ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการออกจากอียูโดยที่อังกฤษไม่สามารถรักษาสถานะตลาดร่วม หรือซิงเกิ้ลมาร์เก็ตเอาไว้ได้ และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคธุรกิจต่างๆ
แม้เมย์จะออกตัวในเวลาต่อมาว่า คำพูดดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการตัดสัมพันธ์กับอียูอย่างสิ้นเชิง หลังอังกฤษยื่นมาตรา 50 เพื่อขอออกจากอียูอย่างเป็นทางการช่วงสิ้นเดือน มี.ค. พร้อมจะเดินหน้าเจรจาการค้าต่อไปในการหาข้อตกลงที่ดีที่สุดเพื่อให้บริษัทอังกฤษยังสามารถเข้าไปค้าขายในตลาดอียูต่อได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษยังคงให้ความสำคัญกับการคุมจำนวนผู้อพยพ ซึ่งขัดกับกฎเหล็กในการเข้าถึงตลาดร่วมอียูที่ครอบคลุมประชากรถึง 500 ล้านคนนั้นในการต้องปฏิบัติตามหลักเสรีภาพ 4 ด้าน ได้แก่ เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า พลเมือง บริการ และเงินทุนข้ามพรมแดนประเทศต่างๆ ในอียู และต้องปฏิบัติตามกฎของศาลยุติธรรมยุโรป
ที่ผ่านมา อียูยกประเด็นการควบคุมผู้อพยพของอังกฤษขึ้นมาคัดค้านการเข้าสู่ตลาดร่วมมาโดยตลอด และคำพูดล่าสุดของเมย์ทำให้นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนีต้องออกมาย้ำจุดยืนอีกครั้งว่า จะไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องการเข้าถึงตลาดร่วม หากอังกฤษไม่ทำตามหลักเสรีภาพ 4 ด้านของอียู ซึ่งบ่งชี้ว่าถ้าแมร์เกิลคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปราวเดือน ส.ค.-ต.ค.ในปีนี้มาได้ เยอรมนีจะออกโรงคัดค้านการเข้าตลาดร่วมของอังกฤษสุดตัวอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ตลาดร่วมอียูเป็นตลาดใหญ่ที่ครอบคลุมผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน และอังกฤษทำการค้ากับอียูมากที่สุด โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ(โอเอ็นเอส) เปิดเผยว่า เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา อังกฤษส่งออกสินค้าไปยังอียูถึง 48.4% จากสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด คิดเป็น 2.37 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ขณะที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 51.6% มูลค่า 1.22 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5.27 แสนล้านบาท)
ด้าน ซิวิทาส สถาบันวิจัยของอังกฤษ คาดการณ์ว่า หากเมย์คว้าน้ำเหลวในการเจรจากับอียูเพื่อขอเข้าตลาดร่วมอียู บริษัทราว 5,500 แห่ง จะต้องเสียภาษีศุลกากรให้อียูเพิ่ม 5,000 ล้านปอนด์ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) และทำให้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนเงินให้ภาคธุรกิจต่างๆ ราว 8,800 ล้านปอนด์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) เพื่อรับมือผลกระทบจากเบร็กซิต โดยเงินดังกล่าวแบ่งเป็นเงินสนับสนุนด้านการวิจัยและการพัฒนา 2,900 ล้านปอนด์ (ราว 1.25 แสนล้านบาท) และช่วยเหลือธุรกิจในท้องถิ่น 3,800 ล้านปอนด์ (ราว 1.64 แสนล้านบาท) โดยซิวิทาสแนะให้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอียูเป็น 1.3 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5.61 แสนล้านบาท) เพื่อชดเชยผลจากการให้เงินสนับสนุนภาคธุรกิจดังกล่าว
นอกเหนือจากการที่รัฐบาลต้องให้เงินช่วยภาคเอกชนกรณีเจรจาไม่สำเร็จแล้ว บริษัทภาคการเงินต่างๆ ทั้งในสหรัฐและเอเชียยังขู่ว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากกรุงลอนดอน เนื่องจากการไม่สามารถเข้าถึงตลาดร่วมได้ส่งผลให้บริษัทดำเนินงานยากขึ้น โดยในปัจจุบันธุรกิจธนาคารสหรัฐว่าจ้างพนักงานในอังกฤษราว 1.6 หมื่นคน ด้านสถาบันการเงินรายใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โนมูระ และไดวะ แคปปิตอล เปิดเผยเมื่อเดือน ธ.ค.ว่า จะเริ่มย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากกรุงลอนดอนภายใน 6 เดือนเช่นกัน โดยสัดส่วนการจ้างงานของภาคธนาคารญี่ปุ่นในอังกฤษอยู่ที่กว่า 5,000 อัตรา ในขณะนี้
อย่างไรก็ดี แม้การเข้าตลาดร่วมอียูจะมีความสำคัญต่ออังกฤษอย่างมาก แต่อังกฤษเองคงไม่สามารถยอมแลกเปลี่ยนกับการเปิดให้ผู้อพยพเข้าสู่ประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งพรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน และประชาชนอังกฤษ โดย เจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานอังกฤษที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน ได้ออกมาแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกับเมย์ เกี่ยวกับการควบคุมผู้อพยพ แม้จะกดดันรัฐบาลเรื่องการรักษาสถานะตลาดร่วมไว้ด้วยก็ตาม
ขณะเดียวกัน โออาร์บี สถาบันจัดทำโพลของอังกฤษเปิดเผยผลการสำรวจระหว่างวันที่ 6-8 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ชาวอังกฤษราว 46% มองว่าการควบคุมพรมแดนมากขึ้นนั้นมีความสำคัญมากกว่าการเข้าตลาดร่วมอียู สวนทางกับผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. ที่ระบุว่า ชาวอังกฤษ 43% ให้ความสำคัญเรื่องตลาดร่วม
ความหวังอันเลือนรางในการรักษาการเข้าถึงตลาดร่วมอียูทำให้อังกฤษเริ่มหันไปหาสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 รองจากอียู แม้เมย์เคยแสดงความไม่พอใจต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ก็ตาม
เมื่อวันที่ 10 ม.ค. บอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกกฤษ เดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อหารือความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและอังกฤษโดยเฉพาะ ร่วมกับ บ๊อบ คอร์เกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งหลังการพูดคุยดังกล่าว จอห์นสันแสดงความมั่นใจอย่างมากว่าอังกฤษจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ หลังทรัมป์ปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ขณะที่เมย์เตรียมเดินทางไปพบปะทรัมป์ในภายหลังช่วงราวฤดูใบไม้ผลิปีนี้
แม้สหรัฐจะเป็นคู่ค้าสำคัญรองจากอียูสำหรับอังกฤษ แต่การส่งออกไปยังสหรัฐอยู่ที่เพียง 3,800 ล้านปอนด์ (ราว 1.64 แสนล้านบาท) ในเดือน พ.ค. 2016 ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการส่งออกไปยังตลาดอียู การหวังดึงสหรัฐมาเป็นพันธมิตรทางการค้าแทนอียูนั้น คงยังไม่สามารถช่วยชดเชยตลาดอียูที่อาจหายไปได้
นอกจากนี้ การตกลงลงนามการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับอังกฤษยังเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นในขณะนี้ และยังไม่แน่ชัดว่าจะให้ผลประโยชน์กับอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อพิจารณาจากท่าทีการใช้นโยบายปกป้องการค้าของทรัมป์







