
โทษประหารข้าราชการทุจริต
สำนักข่าวรอยเตอร์สเสนอรายงานข่าวว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเตรียมเสนอบทลงโทษคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐ หากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายมูลค่า 100-1,000 ล้านบาท ให้มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และคดีที่สร้างความเสียหายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปให้มีโทษประหารชีวิต
สำนักข่าวรอยเตอร์สเสนอรายงานข่าวว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเตรียมเสนอบทลงโทษคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐ หากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายมูลค่า 100-1,000 ล้านบาท ให้มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และคดีที่สร้างความเสียหายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปให้มีโทษประหารชีวิต
เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ม.ค. สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจำนวน 155 คน จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 162 คน เห็นชอบกับบทลงโทษนี้ แต่ในส่วนข้อเสนอบทลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดในคดีทุจริตคอร์รัปชั่นที่สร้างความเสียหายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีสมาชิกบางส่วนอภิปรายท้วงติง เนื่องจากการลงโทษประหารไม่เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ
แต่บทลงโทษดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ตามลำดับ และคาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควรก่อนที่จะสามารถบังคับใช้เป็นกฎหมายได้
ทั้งนี้ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกล่าวผ่านโทรทัศน์ว่าที่ประชุมเห็นชอบกับมาตรการดังกล่าว โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักกฎหมายก่อนส่งต่อไปยังกระบวนการต่อไป
รอยเตอร์สรายงานว่า นับตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้าควบคุมอำนาจในปี 2014 หลังจากประเทศต้องประสบกับเหตุประท้วงยาวนานหลายเดือนเป็นผลให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่แทนที่รัฐบาลจะให้ความสนใจในการลบล้างระบบอุปถัมภ์และการติดสินบนในภาครัฐ รัฐบาลกลับไปจัดการกับฝ่ายที่เห็นต่างโดยห้ามไม่ให้มีการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงควบคุมตัวเพื่อปรับทัศนคติ
ปัจจุบันยิ่งลักษณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนักวิจารณ์หลายท่านกล่าวว่าสร้างความเสียหายให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาท และแม้ว่ายิ่งลักษณ์จะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงอาจต้องรับโทษจำคุกถึง 10 ปี แต่มาตรการดังกล่าวที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอาจไม่ส่งผลกระทบต่อยิ่งลักษณ์เท่าใดนัก
กานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการสยามอินเทลลิเจนท์ยูนิต ให้ความเห็นว่ายิ่งลักษณ์จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากมาตรการข้างต้น เป็นการป้องกันไว้ก่อนของรัฐบาลและเป็นการกระตุ้นให้การทำงานของภาคส่วนต่างๆ มีความระมัดระวังและทำงานอย่างละเอียดมากขึ้น รวมไปถึงช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อนหน้าได้







