
สรรพสามิตเลี่ยงยาก ขึ้นภาษีบุหรี่-น้ำหวาน
ปีงบประมาณ 2560 นอกจากรัฐบาลจะต้องไล่กวดขันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ปีงบประมาณ 2560 นอกจากรัฐบาลจะต้องไล่กวดขันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และเติมเงินในระดับกลุ่มจังหวัด เพื่อกระจายเม็ดเงินงบประมาณให้ทั่วถึงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว
รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ยังต้องเร่งหาช่องทางในการจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้า เพื่อให้ระบบงบประมาณในอนาคตมีการขาดดุลที่เหมาะสม ไม่ทำให้ภาระหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เกินกว่ากรอบนโยบายการคลังที่กำหนดไว้
ล่าสุด ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการคลังสัปดาห์ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กรมจัดเก็บภาษี 2 กรม คือ กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต หาทางจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม
ซึ่งหากพิจารณาผลการจัดเก็บรายได้ 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (เดือน ต.ค.-พ.ย. 2559) จะพบว่า แม้ว่าการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีรวมแล้วจะทำได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับเป้าหมายแล้ว กลับต่ำกว่าเป้า 6,200 ล้านบาท หรือประมาณ 1.8%
โดยกรมจัดเก็บภาษีที่ประสบปัญหารายได้ต่ำกว่าเป้า คือ กรมศุลกากร ที่ 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 3,900 ล้านบาท หรือประมาณ 18% โดยปัญหาหลักยังมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าลดลงต่อเนื่อง ตามการนำเข้าที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่กรมสรรพสามิต ที่เคยทำสถิติเป็นกรมเดียวในปีงบประมาณ 2559 ที่จัดเก็บรายได้เกินเป้า เพราะได้ภาษีน้ำมันเข้าช่วยอุดรายได้ไว้ แต่มา 2 เดือนแรกของปีนี้กลับจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 3,000 ล้านบาท หรือ 3.4%
ขณะที่กรมสรรพากรที่เคยฉุดรั้งรายได้รัฐเหมือนปีก่อนๆ ที่ผ่านมา กลับสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย สูงกว่าเป้าเล็กน้อย 630 ล้านบาท
แต่เมื่อรวมการจัดเก็บรายได้กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 6,900 ล้านบาท ทำให้การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่เกินเป้าเล็กน้อยไม่สามารถชดเชยให้การจัดเก็บภาษีของรัฐเข้าเป้าได้ใน 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ
ทั้งนี้ ในส่วนกรมสรรพสามิตนั้น ภาษีหลักที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า มาจากภาษีรถยนต์ ที่ต่ำกว่าเป้าถึง 1,100 ล้านบาท หรือ 6.75% ภาษีสุรา ต่ำกว่าเป้า 1,800 ล้านบาท หรือ 16.9% ภาษียาสูบ ต่ำกว่าเป้า 1,763 ล้านบาท หรือ 13.92% และภาษีเครื่องดื่ม ต่ำกว่าเป้า 335 ล้านบาท หรือ 11.34%
อย่างไรก็ตาม ในเดือน ม.ค.นี้ กฎหมายภาษีกรมสรรพสามิตฉบับใหม่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ ทำให้กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีจากฐานราคาขายปลีกได้ ซึ่งหากทำตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะทำให้รายได้กรมสรรพสามิตมีโอกาสเข้าเป้าหรือสูงกว่าเป้าได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายไม่ต้องการให้ธุรกิจผลักภาระภาษีไปเพิ่มที่ผู้บริโภค กรมสรรพสามิตจึงจะออกกฎหมายลูกเพื่อลดอัตราภาษีลงให้ผู้ประกอบการมีภาระภาษีเท่าเดิม
แต่แม้กระนั้น กรมสรรพสามิตก็ยังมีช่องที่จะจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ในสินค้าบางประเภท เช่น บุหรี่ และกลุ่มเครื่องดื่มที่เป็นน้ำหวาน
เฉพาะภาษีบุหรี่ที่แค่เปลี่ยนฐานการจัดเก็บ ก็ทำให้โรงงานยาสูบต้องเสียภาษีเพิ่มปีละ 1,200 ล้านบาทแล้ว หากรวมการจัดเก็บภาษีบุหรี่นำเข้าด้วย ส่วนนี้กรมก็น่าจะได้รายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
ส่วนภาษีน้ำหวานนั้น กระทรวงการคลังต้องเลิกล้มการจัดเก็บไปครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากคณะกรรมาธิการด้านการเก็บภาษีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี และผู้แทนจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ใช้กฎหมายของหน่วยงานต่างๆ ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มไปก่อน
อย่างไรก็ตาม การล้มจัดเก็บภาษีน้ำหวานไปครั้งนั้น ไม่กระทบต่อกรมสรรพสามิตมากนัก เพราะยังสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายมาก ปีงบประมาณ 2559 ทั้งปีเก็บได้เกินเป้าถึง 2.1 หมื่นล้านบาท
แต่สำหรับปีงบประมาณ 2560 ที่เปิดตัวมาไม่สดใสนักสำหรับกรมสรรพสามิต การจัดเก็บภาษีน้ำหวานเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เมื่อคำนึงถึงว่ากรมสรรพสามิตได้ลดภาระภาษีอื่นๆ เพื่อไม่ให้มีการผลักภาระให้ผู้บริโภคไปแล้ว และการจัดเก็บภาษีน้ำหวานยังอิงกับปริมาณน้ำตาลที่สูงจนเป็นอันตรายตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขด้วย
และเมื่อคำนึงถึงในอนาคต ที่นับจากนี้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐมีแนวโน้มจะใช้งบในการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่รัฐบาลตั้งไข่โครงการต่างๆ ตั้งแต่การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอกชนสามารถเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐได้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น การกำหนดเงื่อนไขการประมูล หรือ
ทีโออาร์ การจัดประมูล จนทำให้หลายโครงการเริ่มเดินหน้าก่อสร้าง และคาดว่าปี 2560 นี้จะเริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนได้
การเดินหน้าการลงทุนที่จะเริ่มขึ้นนับจากปีงบประมาณนี้ไป ส่งผลให้การจัดหารายได้รัฐจะเป็นเรื่องที่ทวีความสำคัญขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจจะต้องมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อกระตุ้นการลงทุนให้เร่งเกิดให้ได้ภายในปีนี้ ที่อาจจะกระทบต่อรายได้กรมสรรพากรได้ จึงมีความจำเป็นในการหารายได้เพิ่มในส่วนอื่นเพื่อให้รัฐมีรายได้สอดรับกับการเบิกจ่าย โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต
ในเรื่องเสถียรภาพทางการคลังนั้น แม้แต่ในรายงานนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุดเดือน ธ.ค.ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีแรงกดดันสูงขึ้น จากการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ. 2558-2565 โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการขนส่งทางรางและทางถนน ที่ทำให้แนวโน้มหนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รวมทั้งยังมีภาระงบประมาณกิจกรรมกึ่งการคลังตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น รายจ่ายชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ร่วมโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ
ที่สำคัญ รายงานนโยบายการเงินดังกล่าวยังระบุว่า หากรัฐยังมีการออกมาตรการลดภาษีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังได้ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการเพิ่มรายได้ด้านอื่นมาชดเชย
การตัดสินใจเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิต ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงเป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้รัฐ







