
จับสัญญาณดอกเบี้ยแบงก์ ขยับตามเศรษฐกิจฟื้นตัว
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ธนาคารพาณิชย์เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปลายปี 2559 ถึงแนวโน้มของต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ต้นตอสำคัญมาจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งทะยานขึ้นไปรออยู่ล่วงหน้า แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังยืนยันนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐขาขึ้น ผนวกกับการอ่อนค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรและตราสารหนี้ในระบบการเงินไทยขยับตัวตาม โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐประกาศผลว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ส่งผลให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมทั้งตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิช่วงวันที่ 10-18 พ.ย. 2559 ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรช่วงอายุ 5 ปีขึ้นไป ปรับตัวขึ้น 0.12-0.47% และขยับเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2559
ภาวะดังกล่าวทำให้ ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ส่งสัญญาณในงานสัมมนาไทยแลนด์ 2017 ว่า หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสถาบันการเงินไทยในปี 2560 คือ ตลาดเงินที่ผันผวนและดอกเบี้ยขยับขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงที่ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มต่ำคงที่ 1.5% จนถึงสิ้นปี 2560 ก็ตาม
ล่าสุด บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ตอกย้ำมุมมองดังกล่าว ว่า สภาพคล่องในระบบจะเริ่มตึงตัวในปี 2560 จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ที่เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการเบิกจ่ายงบลงทุน ไม่ว่าจะเป็นโครงการมอเตอร์เวย์ โครงการพัฒนาระบบราง ประกอบกับราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ สินเชื่อธนาคารทุกกลุ่มมีทิศทางขยายตัว และมีแนวโน้มเติบโตแรงขึ้นกว่าปีก่อน มาอยู่ที่ 6-7% ทำให้ธุรกิจต้องการวงเงินหมุนเวียน โดยเฉพาะธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่แนวโน้มต้นทุนการเงินในตลาดตราสารหนี้ที่สูงขึ้นตามตลาดโลก ทำให้ธุรกิจรายใหญ่ที่เคยหันไปออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ เริ่มหันมาใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แทน
บุญทักษ์ เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยเงินกู้พื้นฐาน เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) จะเริ่มขยับขึ้น ตามหลังดอกเบี้ยเงินฝากที่จะขยับขึ้นไปก่อนในช่วงครึ่งแรกของปี ด้วยสภาพคล่องที่ตึงตัวจะเป็นกลไกตลาดที่ทำให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ได้ โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบาย
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ยังไม่ฟันธงว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวขึ้นได้อย่างชัดเจน เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นสภาพคล่องจะตึงตัวอย่างที่ประเมินไว้หรือไม่
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า สภาพคล่องในระบบขณะนี้มีอยู่มาก เห็นได้จากที่แต่ละธนาคารมีเงินฝากเติบโตในอัตราเร่งกว่าการปล่อยสินเชื่อที่ปล่อยไม่มาก จึงไม่ได้เป็นแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ตรงกันข้าม หากธนาคารต้องการปล่อยกู้ให้เพิ่มขึ้น อาจจะต้องลดดอกเบี้ยเพื่อไล่สภาพคล่องมากกว่า
ด้านสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีทิศทางไหลออก หลังจากดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้น อาจมีส่วนที่กดดันสภาพคล่องบ้าง แต่ อมรเทพ เห็นว่าไม่รุนแรง เพราะเงินในประเทศล้นอยู่มาก ปัจจัยที่ลดสภาพคล่องได้จึงอยู่ที่เศรษฐกิจไทยที่หากฟื้นตัวได้ดี ความต้องการสินเชื่อจะมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินของรัฐบาลหรือการลงทุนของภาคเอกชน จนสินเชื่อโตแรงกว่าเงินฝาก เมื่อนั้นสภาพคล่องจะถูกดูดซับออกไปเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้น
ทว่า ในช่วงครึ่งปีแรกแนวโน้มสภาพคล่องยังสูงอยู่ เพราะเชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะยังไม่ฟื้นตัว ฉะนั้นความเป็นไปได้ที่จะทำให้ดอกเบี้ยของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น น่าจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังที่สภาพคล่องจะเริ่มลดลง และกว่าจะมีผลต่อดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่จะขึ้น 2 ขา ก็น่าจะเป็นปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561
ทั้งนี้ สถาบันการเงินสามารถขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้นำดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ได้ ไม่ได้มีข้อห้าม เพราะดอกเบี้ยของสถาบันการเงินขึ้นกับสภาพคล่องและต้นทุนการเงินเป็นหลัก หากเงินไหลออกจากระบบ สภาพคล่องตึง ก็เป็นเหตุผลที่ธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ย ส่วนดอกเบี้ยนโยบายอาจพิจารณาปัจจัยที่มากกว่า ทั้งอัตราเงินเฟ้อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยยังเชื่อว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย 1.5% ถึงสิ้นปี 2560
“หากสมมติฐานว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ ดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐเมื่อปี 2550 แน่นอนว่าเงินจะไหลออกจากไทยแน่นอน เพราะเทียบผลตอบแทนที่เท่ากันนักลงทุนย่อมเลือกนำเงินไปลงที่สหรัฐที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า” อมรเทพ กล่าว
ด้าน ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การที่ดอกเบี้ยกระดานของธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้น ต้องดูหลายเหตุผล อย่างน้อยคือ สินเชื่อต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการ ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยสภาพเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจที่แท้จริง โดยขณะนี้ยังเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด หรือธุรกิจใดที่แข็งแกร่งพอที่จะรักษาความต้องการสินเชื่อเติบโตต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ยังต้องดูท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นจริงๆ จากสภาวะดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นผลก่อนในดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ทำให้ธุรกิจที่ระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ต้องมีการรับมือล่วงหน้า ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นเมื่อไหร่นั้น ต้องติดตามปัจจัยอื่นที่กดดันในระยะถัดไป
มุมมองของนักวิเคราะห์ และการส่งสัญญาณของธนาคารพาณิชย์ แม้จะอยู่ในทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น แต่การที่จะเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในปีนี้ยังมีโอกาสน้อย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเงินได้ได้ ยังขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่จะส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อที่แท้จริงมากกว่าปัจจัยในต่างประเทศ







