
ปลัดสธ.สั่งเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วมในภาคใต้
ปลัด.สาธารณสุข สั่งเฝ้าระวังโรคที่จะมากับน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมแนะวิธีอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เร่งระดมทีมแพทย์ พยาบาล วิศวกรดูแลประชาชน
ปลัด.สาธารณสุข สั่งเฝ้าระวังโรคที่จะมากับน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมแนะวิธีอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เร่งระดมทีมแพทย์ พยาบาล วิศวกรดูแลประชาชน
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันนี้ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภาคใต้ 9 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปให้บริการประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมและที่ศูนย์อพยพ โดยให้จัดทีมหมอครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ติดอยู่ในบ้านน้ำท่วม หรือถ้าหากประชาชนไม่สามารถออกไปพบแพทย์ตามนัดได้ สามารถโทรแจ้งที่สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจะได้จัดส่งยาให้ถึงบ้าน เนื่องจากขณะนี้มีพื้นที่ที่น่าห่วง 2จังหวัด คือ โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และโรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร เพราะยังมีปริมาณน้ำมาก แต่สถานบริการทุกแห่งเปิดให้บริการตามปกติ ไม่มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง โดยกระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมประสานส่งแพทย์ พยาบาล จากจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ รวมทั้งทีมแพทย์สนามฉุกเฉินในเขตภาคใต้ 10 ชุด (MERT) หากเกิดเหตุน้ำท่วมอีกระลอก
นอกจากนี้ได้ส่งทีมวิศวกรทางการแพทย์เข้าไปดูแลเครื่องมือทางการแพทย์จาก ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประกอบด้วย ทีมวิศวกรเครื่องมือแพทย์ สมทบกับทีมวิศวกรในพื้นที่เพื่อทำการดูแลฟื้นฟูเครื่องมือแพทย์ ระบบไฟฟ้า ระบบการสื่อสารให้พร้อมใช้งาน หากระบบการสื่อสารไม่สามารถใช้การได้ และทีมวิศวกรโยธา ดูแลในส่วนอาคารสถานที่ ระบบบำบัดน้ำเสีย ให้มีความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ระดมเรือท้องแบน/เรือไฟเบอร์ จากสำนักงานสนับสนุนบริการสุขภาพ เขต 3 จ.นครสวรรค์ อีก 5 ลำ เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วม และได้สำรองยาชุดน้ำท่วมจำนวนกว่า 300,000 ชุดพร้อมสนับสนุนพื้นที่ประสบภัยอย่างเต็มที
"ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกอำเภอเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก โรคไข้ฉี่หนู โรคอุจจาระร่วง ไข้หวัดใหญ่ ผลการเฝ้าระวังที่ผ่านมายังไม่มีโรคระบาด พร้อมให้เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน ในเรื่องการดูแลรักษาความสะอาด และขอความร่วมมือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะบ้านที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งส้วมมักจะใช้การไม่ได้ ขอให้ถ่ายอุจจาระลงในถุงดำหรือถุงพลาสติก แล้วมัดปากถุงให้แน่น นำไปฝังกลบ ไม่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อลดความสกปรก ให้ดื่มนำสะอาดบรรจุขวด หรือน้ำต้มสุก รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ให้ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และภายหลังออกจากห้องน้ำทุกครั้ง หลังจากเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน ให้ล้างทำความสะอาดมือ เท้า ด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทุกครั้ง หากประชาชนมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่น่อง ร่วมกับอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจะเป็นโรคไข้ฉี่หนู ให้รีบไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านและหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือยาที่กินประจำใกล้หมด สามารถโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วนกู้ชีพ 1669 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง" ปลัด.สาธารณสุข กล่าว
ด้าน นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า วิธีป้องกันตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากโรคระบบทางเดินอาหารในช่วงน้ำท่วม คือ ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากอุจจาระและขยะด้วยการขับถ่ายในห้องส้วมที่ยังสามารถใช้การได้ ส่วนกรณีที่ไม่สามารถใช้ห้องส้วมได้ขอให้ประชาชนขับถ่ายอุจจาระในถุง ถ้ามีปูนขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อให้ใส่ลงในถุงอุจจาระก่อนแล้วปิดปากถุงให้แน่น หรือถ้าไม่มีปูนขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อหลังถ่ายอุจจาระเสร็จให้รัดปากถุงให้แน่นแล้วรวบรวมส่งให้ทางการนำไปกำจัดต่อไป
สำหรับขยะภายในบ้านก็ให้เก็บรวบรวมใส่ถุงแล้วผูกปากถุงให้แน่น แล้วรวบรวมส่งให้ทางการนำไปกำจัดต่อไปเช่นกัน ซึ่งประชาชนทุกคนต้องให้ความร่วมมือไม่ถ่ายอุจจาระและทิ้งขยะลงไปในน้ำ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคอุจจาระร่วง
นพ.ดนัย กล่าวอีกว่า หากประชาชนมีความจำเป็นต้องนำน้ำที่ท่วมขังมาอุปโภคบริโภคนั้น ก่อนนำน้ำมาใช้ควรตักใส่ภาชนะ ถ้าน้ำขุ่นให้ใช้สารส้มชนิดก้อน กวนในน้ำ สังเกตตะกอนในน้ำเริ่มจับตัวนำสารส้มออก ใช้มือกวนน้ำต่อ 1-2 นาทีทิ้งไว้จนตกตะกอนที่ได้มาใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค ใส่คลอรีนชนิดผง ครึ่งช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว คนให้ เข้ากันรินเฉพาะส่วนที่ใสผสมในอัตราส่วน ต่อน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 30 นาที เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำและส่วนที่หลงเหลืออยู่สลายตัวไป ในกรณีที่จะนำน้ำมาดื่มต้องต้มให้เดือดก่อน
"สิ่งของบริจาคที่มีผู้บริจาคไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องกระป๋อง ก่อนจะบริโภคควรสังเกตวันหมดอายุ หรือดูสภาพ สี กลิ่น และภาชนะบรรจุของน้ำดื่มและอาหารนั้นๆ ก่อนบริโภค พร้อมควรนำมาอุ่นให้ร้อนหรือผ่านการปรุงสุกเสียก่อน เพื่อไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือเกิดโรคที่ เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหาร"รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุ







