
การเปลี่ยนแปลง มิตรหรือศัตรู
“ผมคุ้นเคยกับงานที่นี่แล้ว ไม่อยากเสี่ยง หรือเปลี่ยนงาน ดิ้นรนอะไรอีก ขอผมอยู่ที่เดิมนี่แหละ”
โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา budnet.org
“ผมคุ้นเคยกับงานที่นี่แล้ว ไม่อยากเสี่ยง หรือเปลี่ยนงาน ดิ้นรนอะไรอีก ขอผมอยู่ที่เดิมนี่แหละ” - “โชคดีจังเลย ที่ตัวปัญหาไปเสียได้ โล่งเลย” - “มะเร็งกลับมาอีก มันเหมือนเราทำอะไรผิด โอกาสที่เราได้มา กำลังจะถูกเอาออกไป เครียด เหนื่อย แต่ก็ต้องตั้งสติ สู้ใหม่” - “ตอนเป็นแฟน พวกเราหวานชื่นกันมาก แต่พอมาแต่งงาน อะไรหลายอย่างต่างออกไป มันไม่เหมือนเดิม”
การเปลี่ยนแปลงเป็นกฎธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบตัว เราทุกคนเผชิญการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางเรื่องส่งผลกระทบโดยอ้อมต้องใช้เวลานานกว่าผลกระทบจะส่งผลถึงตัวเรา หลายเหตุการณ์ไม่ได้ส่งผลกระทบทันทีทันใด แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ มากระตุ้นหรือเป็นตัวเร่ง การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น
ข้อความข้างต้น คือตัวอย่างเรื่องราวในชีวิตที่เราเผชิญเรื่องการเปลี่ยนแปลง และเพราะเรื่องราวชีวิตที่ดำเนินไป ประกอบด้วยตัวเรา ผู้คนรอบข้าง และบริบทสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ขณะที่การเปลี่ยนแปลง บางลักษณะไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา หลายๆ กรณีเป็นเรื่องที่เนื่องมาจากบุคคล สภาพแวดล้อม เงื่อนไขภายนอก สิ่งที่เราทำได้คือการตอบสนอง การตั้งรับ การเตรียมพร้อม การตอบโต้
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวเราทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ “ภาวะยินดี หรือยินร้าย” ความยินดีเกิดขึ้นหากว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นนำมาซึ่งสิ่งที่เราปรารถนา ชอบพอ รักใคร่ และปฏิกิริยาความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ รื่นรมย์ ชอบ สนุก ตื่นเต้น พอใจ กลายเป็นประสบการณ์ที่เราพยายามยึดถือ เก็บรักษา ปกป้อง หวงแหนเพื่อให้สิ่งนี้อยู่กับเรา ในส่วนการให้ความหมาย เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเชิงบวก เราเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าโชคช่วย ดวงดี วาสนา
ในส่วนปฏิกิริยาอีกลักษณะคือ ความยินร้าย เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นไปในเชิงลบ ความรู้สึกเชิงลบต่างๆ เช่น กลัว ผิดหวัง เสียใจเจ็บปวด เมื่อประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น หากสิ่งนั้นนำมาซึ่งสิ่งที่เราไม่ชอบไม่ต้องการ ต่อต้าน ปฏิเสธ เรามีคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า โชคร้าย คราวเคราะห์ ผลกระทบที่เราแสดงออกตอบโต้คือ การพยายามหนีห่าง ปฏิเสธรังเกียจ ภาวะยินดียินร้ายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงได้ทำให้เราสร้างแบบแผนชีวิต คือ “มุ่งแสวงหา เกาะกุมความยินดี และหนีห่าง ผลักไส ความยินร้าย”
นอกเหนือจากปฏิกิริยา “ยินดี ยินร้าย” ยามที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น การตอบสนองที่เกิดขึ้นก็จะมี 2 ความมุ่งหมายคือ มุ่งเพื่อควบคุม จัดการ เอาชนะโดยอาศัยความรู้ ความสามารถ เทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงผลกระทบหรือมุ่งที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดผลกระทบที่ต้องการมุ่งทดแทน หรือลดทอนผลลัพธ์ ที่ไม่ต้องการให้น้อยลง ท่าทีเช่นนี้สะท้อนทัศนคติที่มองการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในฐานะศัตรู สิ่งคุกคาม ที่เราต้องพยายามกำจัด ต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อเอาชนะ หรือเพื่อหลีกหนี อีกท่าทีก็คือการมุ่งยอมรับการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองไปตามความเหมาะสม ท่าทียอมรับก็อาศัยการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อสามารถตอบสนองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ท่าทีเช่นนี้สะท้อนทัศนคติที่มองการเปลี่ยนแปลงเป็นมิตรคนหนึ่งที่มี
บางอย่างที่เราต้องการทำความเข้าใจ ยอมรับ ใส่ใจที่จะรับฟังและเรียนรู้
สิ่งที่ยากคือ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เป็นศัตรูที่ต้องจัดการ บางอย่างก็เป็นมิตรที่ควรเปิดรับ สิ่งที่ยากลำบากคือ การเปลี่ยนแปลงนั้นมักจะมาในหลายรูปแบบ หลายลักษณะ และต้องอาศัยการศึกษา เรียนรู้ ดังเช่นอุปนิสัยที่เราคุ้นเคย แง่หนึ่งก็มีประโยชน์ต่อเราในฐานะสิ่งคุ้นเคย ปลอดภัย แต่ในอีกแง่ ความคุ้นเคยเช่นนี้ก็ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือคำวิจารณ์ แนะนำที่ฟังดูอึดอัด ไม่ชวนใจ ก็อาจซ่อนเร้นสิ่งมีคุณค่าที่ชวนเรียนรู้ ค้นหา
เพราะเราพบเจอการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในฐานะผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และฐานะผู้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการงานสำคัญของชีวิตเราทุกคน ปราศจากการเรียนรู้ในเรื่องนี้ ชีวิตได้แต่ถูกกระทำ เหวี่ยงไปมาตามการตอบสนองความยินดี ยินร้ายไร้ทางเลือก ไร้อิสระ การเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงช่วยให้เรามีความสามารถที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉลาดและรู้เท่าทัน มีทางเลือกได้
ความสามารถเช่นนี้ เราทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้กลับมาเรียนรู้โลกภายใน นอกเหนือจากการเรียนรู้โลกภายนอก ซึ่งช่วยให้เราอยู่กับระบบความสัมพันธ์ของสังคมได้ การเรียนรู้โลกภายในผ่านศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างความสามารถในการอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉลาด รู้เท่าทัน และให้โอกาสการมีทางเลือกได้
เราอาจเริ่มต้นที่มุมมอง คนเรามักมองการเปลี่ยนแปลงในฐานะสิ่งคุกคาม สิ่งที่ผิดพลาด หากการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งความยินร้าย และมองการเปลี่ยนแปลงในฐานะสิ่งพึงสนับสนุน เชิดชูหากนำมาซึ่งความยินดี สิ่งที่คนเราหลงลืมคือ การเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งส่วนเป็นโลกภายนอก และส่วนที่เป็นโลกภายใน เราไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับโลกภายนอก แต่กับโลกภายนอก เราสามารถเรียนรู้และมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงได้
เนื่องเพราะการยึดติดกับภาวะยินดียินร้าย ชีวิตจึงถูกกักขังกับการดิ้นรนระหว่างแรงเหวี่ยงต่อภาวะทั้งสอง การเป็นอิสระต้องอาศัยการเรียนรู้ฝึกฝนที่จิตใจ และสิ่งนี้มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา การเรียนรู้โลกภายในที่จะช่วยเราได้ โดยเฉพาะยามเมื่อการเปลี่ยนแปลงสุดท้าย คือ การตาย จะเป็นบทสรุปทุกเรื่องของชีวิตที่ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมเท่านั้น







