
อนาคตหนังสือพิมพ์ไทย
เป็นข่าวลือมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. แล้วกลายเป็นข่าวจริงในปลายเดือน พ.ย. 2559
โดย...อรุณ จิรชวาลา
เป็นข่าวลือมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. แล้วกลายเป็นข่าวจริงในปลายเดือน พ.ย. 2559 เมื่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมืองร่อนหนังสือถึงพนักงาน แจ้งว่าจะยุติการพิมพ์ตั้งแต่ต้นปี 2560 เพราะประคับประคองธุรกิจต่อไปไม่ไหว ในการนี้จำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ดำเนินธุรกิจมากว่า 44 ปี เคยประสบปัญหาการเงินจนต้องเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 16 ปีก่อน แต่ครั้งนี้การจะหาผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาช่วยแบกรับภาระยากขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะมองแนวโน้มข้างหน้า โอกาสที่จะได้ทุนคืนมีน้อย และโอกาสที่จะร่ำรวยจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับคนจำนวนมาก เพราะมีความรู้สึกมาแต่เดิมว่าสื่อเป็นผู้ทรงอิทธิพล คนในวงการนี้ จำนวนไม่น้อยสามารถสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม คนที่รู้เรื่องจริงๆ ทราบดีว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนคนในเองส่วนใหญ่ก็ตั้งตัวไม่ติด ความฝืดเคืองไม่ได้เกิดกับเฉพาะหนังสือพิมพ์บ้านเมือง แต่เกิดกับวงการสื่อเกือบทั้งหมด ทั้งสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์บ้านเมืองอาจเป็นรายแรกๆ ที่ประสบปัญหาจนทนไม่ไหวเท่านั้น
ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ เศรษฐกิจที่โตช้าทำให้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยรวมไม่เพิ่ม หรือขยายตัวช้าตามไปด้วยเค้กก้อนเท่าเดิม แต่มีผู้เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งมากหน้าหลายตาขึ้น โดยเฉลี่ยแต่ละรายย่อมมีรายได้ลดลงเป็นธรรมดา
ปัญหาที่ใหญ่กว่าเกิดจากการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไอที ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของประชาชน กล่าวคือ ระบบโทรคมนาคมสื่อสารสมัยใหม่สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลไปทั่วทุกมุมโลกภายในพริบตา ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือ การให้ข้อมูลข่าวสารฟรี สิ่งที่ผู้ให้บริการอยากได้คือ ให้มีคนเปิดดูเปิดอ่านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรายได้หลักของผู้ให้บริการมาจากโฆษณา ยิ่งมีคนใช้บริการมาก ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย และในราคาแพงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนจากการมีผู้ใช้บริการเพิ่มแทบจะไม่มีเลย
ธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านไอทีหลายบริษัทก็เกิดขึ้นด้วยโมเดลธุรกิจแบบนี้ เช่น กูเกิลกับเฟซบุ๊ก มีผู้นิยมใช้บริการทั่วโลก ทำให้แต่ละบริษัทมีผู้ใช้บริการนับพันล้านราย รายได้หลักของบริษัทไม่ได้มาจากผู้ใช้บริการรายย่อย แต่มาจากธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าด้วยการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการของบริษัท จึงยินดีจ่ายค่าโฆษณาให้ซึ่งรวมแล้วมากพอที่จะได้ทุนคืนจากการลงทุนสร้างระบบไอที หักค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ แล้วยังเหลือเป็นผลตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับผู้ลงทุนในกิจการหรือในหุ้นของทั้งสองบริษัท ทำให้ต่างเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ธุรกิจที่มีความเป็นสื่อ และมีความก้าวหน้าทางด้านไอทีในระดับโลกเหล่านี้ ได้เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในบ้านเราด้วย โดยที่ธุรกิจสื่อของเราไม่มีหนทางต่อสู้ เราจะปิดประเทศเพื่อหนีโลกาภิวัตน์ก็ทำไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือปรับตัว และหันไปเน้นธุรกรรมที่เป็นจุดแข็งของเรา
ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจสื่อในบ้านเรา ดังนี้
หนึ่ง ธุรกิจหนังสือพิมพ์มีประสิทธิภาพในการกระจายข้อมูลข่าวสารต่ำ ไหนจะค่ากระดาษ ค่าแท่นพิมพ์และหมึกพิมพ์ ค่าขนส่งและกระจายสินค้า ค่าเก็บรักษาและอื่นๆ และที่สำคัญ ยังเป็นรูปแบบที่ล่าช้า ไม่ทันการเท่าระบบดิจิทัล
ด้วยเหตุนี้ การแก้เกมของบางสำนัก ด้วยการนำโมเดลใหม่มาประยุกต์ใช้บางส่วน เช่น พิมพ์แจกฟรีวันละเป็นแสนฉบับแล้ว พยายามทำกำไรจากการขายโฆษณาแทน จึงน่าจะได้ผลเพียงชั่วคราว ช่วยต่อลมหายใจออกไปได้เพียงระยะเดียวเท่านั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์อย่างช้าที่สุดก็จะตายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า ส่วนเด็กรุ่นใหม่จะดู ฟังและอ่านจากหน้าจอ มากกว่าการอ่านจากหน้ากระดาษ คำว่าสังคมก้มหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้
สอง ในกรณีของสื่อโทรทัศน์ แม้จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าสื่อสิ่งพิมพ์มาก แต่การที่ภาครัฐเข้ามาแทรกแซง และเก็บค่าสัมปทานในราคาแพง ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงกว่าที่ควร ผู้ประกอบการหลายรายจึงประสบปัญหาการเงินอย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง ในที่สุดธุรกิจนี้โดยรวมก็อาจถูกระบบทีวีออนไลน์ตีแตกกระเจิงเช่นกัน
แม้แต่ระบบโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง กสทช. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปิดประมูลครั้งล่าสุด ทำให้ได้ค่าสัมปทานเข้าคลังนับแสนล้านบาท ต้นทุนที่แพงขึ้นก็อาจทำให้ระบบโทรศัพท์มือถือเสื่อมความนิยมและล้าสมัยเร็วขึ้นเช่นกัน จะเห็นได้ว่าระบบแชตออนไลน์ปัจจุบันสะดวกสบายและและเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือในบ้านเราเป็นเจ้าของธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย จึงสามารถขายบริการพ่วงกันไป และเนื่องจากธุรกิจส่วนนี้ยังขยายตัว ในขณะที่จำนวนผู้ให้บริการมีจำกัด บริษัทมือถือจึงยังมีผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนในระดับหนึ่ง แต่หากสังเกตจะเห็นว่าราคาหุ้นของกลุ่มนี้ในระยะหลังตกต่ำลง
แนวคิดของรัฐที่ว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติ เปรียบเสมือนแร่ธาตุในดิน รัฐต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในการให้สัมปทานกับเอกชน ถือเป็นแนวคิดที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ค่าสัมปทานนับแสนล้านบาทที่ได้จากการประมูลเป็นชัยชนะของ กสทช. แต่เป็นความพ่ายแพ้ของผู้บริโภค จำนวนผู้ประกอบการยังเท่าเดิม แต่ต้นทุนแพงขึ้น หนีไม่พ้นที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
การที่รัฐจะเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเอง ตามแนวทางของเศรษฐกิจดิจิทัล หรือความคิดที่จะสร้างระบบซิงเกิ้ล เกตเวย์ของนายทหารชั้นผู้ใหญ่บางคน ล้วนเป็นการถอยหลังเข้าคลองด้วยกันทั้งสิ้น แม้จะฟังดูมีเหตุผลตามสมควรในปัจจุบัน แต่จะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าและแก้ไขยากในอนาคต
วิธีที่ดีที่สุดคือการเปิดเสรีด้านโทรคมนาคม ยุบ กสทช. หากรัฐอยากส่งเสริมเป็นพิเศษ ก็อาจสั่งให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจจัดสรรงบประมาณให้กับด้านไอทีมากขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานและในการให้บริการ และหากอยากส่งเสริมมากยิ่งขึ้นก็อาจพิจารณาลดหรือยกเว้นภาษีให้
ส่วนการต่อสู้กับการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม ก็ให้เน้นเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง
สาม แม้แต่ธุรกิจอื่นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ในระยะยาวก็อาจได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าแบบหยุดไม่อยู่ของโลกไอทีด้วย เริ่มเห็นบ้างแล้วคือธุรกิจการเงินที่ปัจจุบันนิยมพูดเรื่องฟินเทคกันมาก ต่อไปแม้แต่ภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมก็อาจถูกกระทบด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็จากความต้องการใช้แรงงานในกระบวนการผลิตลดลง
ภาคเศรษฐกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและช้าที่สุดคือด้านบริการและท่องเที่ยว โชคดีที่เป็นเรื่องที่เราถนัด แต่ก็อย่าได้ประมาทนะครับ ประเทศอื่นอีกหลายประเทศที่ในอดีตไม่เคยสนใจด้านนี้ปัจจุบันก็เริ่มกลายเป็นคู่แข่งของเราแล้ว







