
ปราบเจ้าหนี้นอกระบบ
ปัญหาหนี้นอกระบบที่อยู่ในสังคมไทยมานาน และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามที่จะแก้ไขหรือลดจำนวนหนี้นอกระบบลงให้ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากวิธีการแก้ไขหลักเป็นการย้ายลูกหนี้ที่กู้หนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งเมื่อพ้นระยะเวลาหนึ่งไปแล้ว ลูกหนี้เหล่านั้นก็หันไปกู้หนี้นอกระบบอีก ทำให้กลายเป็นหนี้ซ้ำซ้อนพอกพูนขึ้นอีก
ปัญหาหนี้นอกระบบที่อยู่ในสังคมไทยมานาน และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามที่จะแก้ไขหรือลดจำนวนหนี้นอกระบบลงให้ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากวิธีการแก้ไขหลักเป็นการย้ายลูกหนี้ที่กู้หนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งเมื่อพ้นระยะเวลาหนึ่งไปแล้ว ลูกหนี้เหล่านั้นก็หันไปกู้หนี้นอกระบบอีก ทำให้กลายเป็นหนี้ซ้ำซ้อนพอกพูนขึ้นอีก
สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามที่จะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีการคิดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรมากขึ้น ที่สำคัญ คือ มีการออกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการกำหนดบทลงโทษเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีเพิ่มขึ้น จากโทษจำคุก 1 ปี ก็เพิ่มเป็น 2 ปี และโทษปรับเพิ่มจาก 1,000 บาท เป็น 2 แสนบาท นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดทางให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลปล่อยสินเชื่อรายย่อยภายใต้กำกับ หรือ พิโกไฟแนนซ์ ที่คิดดอกเบี้ยได้เกิน 15% ต่อปี คือคิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี
โดยกระทรวงการคลังเผยผลสำรวจว่า ปัจจุบันมีการปล่อยกู้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะที่หากดูข้อมูลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปรากฏว่าผู้มี
รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี ที่มาลงทะเบียนมีจำนวนรวม 8.32 ล้านคนนั้น ส่วนใหญ่จะมีหนี้นอกระบบประมาณ 3 หมื่นบาท ขณะที่มีถึง 10% ของผู้ลงทะเบียนที่มีหนี้นอกระบบสูงเกิน 1 แสนบาท/ราย ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า หากรัฐบาลมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวได้อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่น มาตรการไกล่เกลี่ยหนี้โดยมีคณะกรรมการของรัฐเป็นตัวกลาง มาตรการที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ทั้งปล่อยกู้และปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ก็จะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบลงไปได้มาก
โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ประกาศหลังจากกฎหมายออกมาแล้วว่าจะให้ปีนี้เป็นปีที่เจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะต้องหมดไป ส่วนเจ้าหนี้ที่ต้องการคิดดอกเบี้ยสูงกว่า 15% ให้มาจดทะเบียนตั้งพิโกไฟแนนซ์เสีย
อย่างไรก็ตาม นอกจากกระทรวงการคลังแล้ว รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเข้มแข็งไปพร้อมกันด้วย เพราะเป็นที่รู้กันว่า เจ้าหนี้นอกระบบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล การร่วมกันสอดส่องกวดขันเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด และนำมาลงโทษให้หลาบจำก็เป็นสิ่งจำเป็น
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลอย่าให้ความพยายามทั้งหมดนี้สูญเปล่าไป โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนมากมาย และเมื่อกฎหมายพร้อม เครื่องมือมาตรการต่างๆ ตระเตรียมไว้เรียบร้อยและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว การประกาศสงครามกับเจ้าหนี้นอกระบบในปีนี้ของรัฐบาล จึงควรเห็นผลที่เป็นรูปธรรมออกมาด้วย







