
รวมมิตรปล่อยกู้ล้างหนี้ มหกรรมมัดใจคน
หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของการเป็นหนี้สินของประชาชนคนรากหญ้ารายได้น้อย ด้วยการรับโอนหนี้สินนอกระบบดอกเบี้ยแสนโหด 10-20% ต่อเดือน มาเป็นหนี้ในระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน จนได้คะแนนนิยมจากผู้คนไปได้กว่า 4 แสนคนแล้ว
หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของการเป็นหนี้สินของประชาชนคนรากหญ้ารายได้น้อย ด้วยการรับโอนหนี้สินนอกระบบดอกเบี้ยแสนโหด 10-20% ต่อเดือน มาเป็นหนี้ในระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน จนได้คะแนนนิยมจากผู้คนไปได้กว่า 4 แสนคนแล้ว
โดย......ทีมข่าวการเงิน
ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่รัฐบาลจะมีเวลาหายใจ และเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของมวลชนคนรากเหง้าที่เป็นหนี้เป็นสินอย่างแท้จริงเสียที
เมื่อ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ประกาศเดินหน้าโครงการตั้งธนาคารชุมชน เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนฐานรากมีรายได้น้อย ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสินเชื่อในอัตราต้นทุนที่ต่ำกว่าการเป็นหนี้นอกระบบ
การออกมาตรการชุดนี้ ถือว่ารัฐบาลมองเห็นแล้วว่าหัวใจของการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบของประชาชนที่ผ่านมาอยู่ตรงไหน
รัฐบาลจึงส่องกล้องมองลงไปเห็นว่า ในระยะที่ผ่านมาการบริการทางการเงินในระดับรากหญ้าไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่กว่า 43 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างแท้จริง
แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารออมสินจะมีบริการธนาคารประชาชน ให้ผู้มีรายได้น้อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
ทว่า ในทางปฏิบัติแล้วการให้บริการสินเชื่อดังกล่าว ยังเป็นการให้บริการแบบตั้งรับ คือ ให้ลูกค้าเดินเข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคารเอง
การดำเนินธุรกิจของธนาคารชุมชนยังไม่ได้เป็นการดำเนินการในเชิงรุก ที่พนักงานของธนาคารจะเดินเข้าไปขายผลิตภัณฑ์ถึงมือประชาชนในทุกครัวเรือน เพื่อให้บริการสินเชื่อในต้นทุนต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่รายได้น้อยต้องไปเป็นลูกหนี้นอกระบบจนลืมตาอ้าปากไม่ขึ้น
ดังนั้น เพื่อเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบและเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว กรณ์จึงกำหนดภาพว่าจะใช้ธนาคารชุมชน จึงเป็นคำตอบในปัญหาดังกล่าว
จึงอาศัยตำแหน่งในฐานะประธานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สั่งการให้กรรมการของธนาคารกำหนดกรอบเวลาการตั้งธนาคารชุมชนให้มีความชัดเจนโดยเร็ว รวมถึงแนวทางการปฏิบัติการดำเนินการของธนาคารด้วย
หัวใจหลักสำคัญของการตั้งธนาคารชุมชน คือ ต้องเป็นบริการทางการเงินที่เข้ามาแทนการกู้หนี้นอกระบบให้ได้ ซึ่งกรณ์ให้คำจำกัดความของธนาคารชุมชนว่า
“ต้องตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของการปล่อยกู้นอกระบบ”
ภารกิจดังกล่าวจึงถือเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เพราะเมื่อตั้งโจทย์ดังกล่าวก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ธนาคารชุมชนที่จะจัดตั้งขึ้นมา จะต้องทำการปล่อยกู้สินเชื่อในเชิงรุกอย่างหนัก
ทั้งการเดินเท้าเข้าถึงลูกค้าชนิดตัวเจอตัว และมีการติดตามการชำระหนี้อย่างรัดกุม เหมือนที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบทำกัน
นอกจากนี้ การให้สินเชื่อยังต้องตัดราคาแข่งกับเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบให้ได้
ซึ่งในส่วนนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะสถาบันการเงินของรัฐมีต้นทุนการเงินที่ต่ำเพียง 12% ต่อปี สามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินสู้กับการปล่อยกู้นอกระบบได้อย่างสบาย
แต่ก็มีคำถามที่ว่า ทำไมที่ผ่านมาการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินจึงสู้กับการปล่อยกู้หนี้นอกระบบไม่ได้
หากพิเคราะห์ถึงความเป็นจริง จะเห็นว่ามีสาเหตุที่สำคัญหลายด้าน
ด้านแรก คือ สถาบันการเงินของรัฐยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อฐานรากเชิงรุกชนิดเคาะประตูบ้านได้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของธนาคารชุมชนที่ตั้งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง คือ ข้อจำกัดในการปล่อยกู้ที่ยังต้องมีหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกันการปล่อยกู้ ซึ่งการกู้นอกระบบส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นี่ก็ถือเป็นหนึ่งโจทย์ให้ที่ธนาคารชุมชนที่ตั้งขึ้นมาปล่อยกู้สู้กับการปล่อยกู้นอกระบบ ต้องผ่อนผันลด แลก แจก แถม ไม่เช่นนั่นเห็นทีจะล้มการปล่อยกู้นอกระบบได้ยาก
อีกประเด็นหนึ่งการปล่อยกู้ให้รายย่อยนั้น มีความสุ่มเสี่ยงสูงและจะเกิดภาระในการตั้งสำรองหนี้จนนำมาซึ่งปัญหาในเรื่องเงินกองทุน
ในส่วนของการปล่อยกู้เชิงรุก กรณ์ได้มองข้ามช็อตไปถึงว่า หลังจากที่ ธ.ก.ส. ตั้งธนาคารชุมชนขึ้นมา ซึ่งน่าจะเป็นการตั้งขึ้นมาเป็นบริษัทลูกเพื่อความคล่องตัว หลังจากนั้นจะใช้พนักงานของ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินที่มีอยู่ทั่วประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้ารากหญ้าให้มากู้แทนการกู้หนี้นอกระบบ
กรณ์ยังคิดไกลไปถึงการจะดึงบริษัท ไปรษณีย์ไทย มาเป็นตัวแทนนายหน้าปล่อยกู้ให้กับธนาคารชุมชนที่ตั้งขึ้นด้วย โดยทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จะได้ค่าธรรมเนียม หรือค่ารายหัวจากการหาสินเชื่อให้กับธนาคารชุมชนที่ตั้งขึ้น
พูดให้เห็นภาพ คือ สาขาของไปรษณีย์ไทยทั้ง 1,200 สาขา จะแปลงร่างเป็นเอเยนต์หรือเป็นช่องทางในการปล่อยกู้ให้คนรากหญ้า
ถ้าทำได้น่าจะทำให้การบริการสินเชื่อเข้าถึงครัวเรือนทุกหย่อมหญ้า เพราะบริษัท ไปรษณีย์ไทย ถือว่ามีจุดแข็ง ที่มีสาขา 1,200 ทั่วประเทศ และพนักงานของไปรษณีย์ทุกสาขาก็เข้าถึงชาวบ้านทุกวันอยู่แล้ว จากการเข้าไปส่งจดหมาย พัสดุต่างๆ
พนักงานสามารถอาศัยโอกาสดังกล่าวเสนอบริการทางการเงินสินเชื่อของธนาคารชุมชมให้กับชาวบ้านได้โดยตรงทันที และสามารถใช้ความสัมพันธ์ที่ดีสู้กับกำบังหรือพ่อค้าเงินกู้ได้ไม่ยาก
ต้องยอมรับว่า การดึงไปรษณีย์มาเป็นพันธมิตรปล่อยกู้ในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท เพราะไปรษณีย์เคยให้บริการส่งของกินอร่อยทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นแหนมเนือง หมูยอ แคบหมู จากภาคเหนือตะวันออกตะวันตก ยันภาคใต้ จนทำให้องค์กรมีรายได้เป็นกรอบเป็นกำ ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นมาแล้วนับไม่ถ้วน
หากมีการผนึกกำลังให้เกิดในทางปฏิบัติได้จริง เห็นที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้ต้องหนาวไปตามกัน
อย่างไรก็ตาม กรณ์ก็ไม่ได้ต้องการให้เกิดการแข่งขันถึงขนาดล้มตายกันไปข้าง เพราะในระยะยาว นอกจากจะดึงบริษัท ไปรษณีย์ มาเป็นพันธมิตรแล้ว
กรณ์ยังให้นโยบายธนาคารชุมชน ให้ดึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้มาเป็นพันธมิตรแนวรวมอีกทางหนึ่ง
เป็นการแปรศัตรูมาเป็นมิตร โดยให้เป็นตัวแทนนายหน้าปล่อยกู้ให้ธนาคารชุมชน เหมือนกับที่ดึงบริษัทไปรษณีย์ มาร่วมเป็นตัวแทนปล่อยกู้ เพียงแต่ต้องมาขึ้นทะเบียนกันอย่างเป็นทางการ
หากดึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้เข้ามาเป็นเครือข่ายของธนาคารชุมชนได้จริง ฝันของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะการกู้ยืมหนี้นอกระบบ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ยิ่งเมื่อไปรวมกับไอเดียการตั้งโครงการ “หมอหนี้” ที่กระทรวงการคลังจะให้ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินเป็นตัวขับเคลื่อน ทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่หรือคนในชุมชน ให้เป็นหมอหนี้เข้าไปในชุมชนหมู่บ้านให้ความรู้ทางการเงิน รวมถึงสร้างวินัยการเงินให้กับประชาชนในหมู่บ้านทั่วประเทศ
การสร้างวินัยการทางการเงิน จะให้มีการทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีครัวเรือนจะเป็นตัวหนึ่งที่ใช้พิจารณาเงินกู้ หากพบว่ามีวินัยทางการเงิน มีการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ก็ทำให้มีสิทธิได้เงินกู้สูงในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
ถ้าทำได้ก็ยิ่งเป็นตัวดึงดูดให้ประชาชนชาวบ้านที่มีรายได้น้อยหันมากู้ผ่านธนาคารชุมชนแทนการกู้นอกระบบมากขึ้น
การผุดโครงการ “หมอหนี้” จึงเป็นการลงทุนที่ได้หลายต่อ เป็นทั้งการให้ความรู้ในเชิงลึกทางการเงิน
เป็นการประชาสัมพันธ์โครงการธนาคารชุมชน และเป็นสะพานเชื่อมให้รากหญ้าเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารชุมชนอีกด้วย
จะเห็นว่า โครงการธนาคารชุมชน การหาพันธมิตรร่วมปล่อยกู้ และการสร้าง “หมอหนี้” เป็นตัวต่อสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อไปต่อเชื่อมเข้ากับโครงการที่ทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหนี้นอกระบบกับผู้ที่มาลงทะเบียนกว่า 1 ล้านราย มีการโอนเข้าระบบไปแล้วกว่า 4 แสนราย และคน 4 แสนรายต่างก็ชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลอยู่จนบัดนี้
การจัดทำโครงการบัตรลดหนี้ให้กับผู้ที่โอนเข้ามาอยู่ในระบบ หากมีการชำระหนี้มีวินัยภายใน 1 ปี ก็สามารถนำบัตรมากดเงินสดไปใช้ได้ 50% ของวงเงินที่ผ่อนชำระ เป็นการตัดเส้นทางไม่ให้ลูกหนี้กลับไปสู่วงจรหนี้นอกระบบอีกครั้งหนึ่ง
จะเห็นได้ว่า โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะนอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนหาเช้ากินค่ำได้อย่างมากแล้ว
ในทางการเมือง หากโครงการนี้เดินหน้าได้ทุกก้าวตามแผนที่วางไว้ จะเป็นโครงการที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของรัฐบาลไปตลอด เหมือนกับรัฐบาลไทยรักไทย เคยสร้างตำนานโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นเครื่องหมายการค้าทางการเมืองมัดใจประชาชนมาตลอดดังที่เห็นทุกวันนี้
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่มือเศรษฐกิจของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามเร่งเครื่องให้โครงการธนาคารชุมชนเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
เพราะจะได้เร่งแก้ไขหนี้นอกระบบให้เป็นเนื้อเป็นหนังเป็นรูปเป็นร่างกว่าที่ผ่านมา
ยิ่งการเลือกตั้งกำลังจะตั้งเค้าว่าน่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าปลายปี 2554 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้โครงการธนาคารชุมชนต้องคลอดออกมา มัดใจประชาชนฐานรากให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เร็วเท่าใดก็ยิ่งเป็นคุณกับประชาชนและฝ่ายการเมือง!!







