posttoday
งบเพื่อใคร

งบเพื่อใคร

01 กันยายน 2553

 

 

....พิชัย นริททะพันธุ์ 

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกของปีนี้มีการขยายตัว 10.6% ซึ่งนับว่าเป็นการเจริญเติบโตที่น่าพอใจ

ในปีที่แล้วรัฐอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยความไม่มีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายทำให้การอัดฉีดเงินไม่ประสบผลสำเร็จ โดยงบกระตุ้นเศรษฐกิจตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท กลับมีการเบิกจ่ายเพียง 2.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งทำให้การเบิกจ่ายต้องเลื่อนมาในปีนี้ ที่ความจำเป็นในการอัดฉีดได้ลดลงแล้วเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัว รัฐควรจะลดการใช้จ่ายลงและลดการเป็นหนี้ แต่รัฐกลับทำตรงข้าม ซึ่งได้ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากการที่รัฐใช้เงินเพิ่มขึ้น โดยที่เงินเฟ้อเริ่มเป็นปัญหาแล้ว ทำให้คณะกรรมการ กนง. ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุม ซึ่งมีผลกระทบทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทมีการแข็งค่าและเริ่มก่อปัญหาในภาคการส่งออก

เมื่อมาวิเคราะห์งบประมาณปี 2554 ว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจและอยากให้ได้รับทราบกัน โดยมีงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีงบเพิ่มขึ้นถึง 3.7 แสนล้านบาท หรือ 21.8% โดยมีการกู้เงินทั้งหมด 4.2 แสนล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่กลับมีการใช้หนี้น้อยลง โดยในงบปี 2553 มีงบใช้หนี้ 50,920.9 ล้านบาท แต่งบในปี 2554 มีงบใช้หนี้เพียง 32,554.6 ล้านเท่านั้น อีกทั้งดอกเบี้ยจากเงินกู้ในอดีตจำนวน 1.78 แสนล้านบาท ยังต้องมีการกู้มาชำระดอกเบี้ยของหนี้ซึ่งเท่ากับ 42.38% ของเงินกู้ในปีงบประมาณ 2554

หากแนวโน้มเป็นแบบนี้ประเทศจะมีหนี้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลชุดนี้หนี้สาธารณะได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 8 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 43% ของรายได้ประชาชาติ และภายในสิ้นปีนี้รัฐจะต้องกู้หนี้เพิ่มขึ้นทำให้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นถึง 50% บางคนอาจอ้างว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยมีฐานรายได้จากภาษีเพียง 17% เท่านั้น ดังนั้นหนี้สาธารณะหากสูงเกินไปจะทำให้การใช้หนี้ของประเทศมีปัญหา

วัตถุประสงค์หลักในการทำงบประมาณก็เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต แต่งบประมาณถูกกระจายไปเพื่อประโยชน์ทางด้านอื่นโดยเฉพาะทางการเมืองมากกว่า มีหน่วยงานราชการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนเกินกว่า 5% ของงบประมาณทั้งหมด มีอยู่เพียง 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (18.7%) งบกลาง (12.8%) กระทรวงมหาดไทย (11.2%) กระทรวงการคลัง (10.1%) กระทรวงกลาโหม (8.2%) ซึ่งรวมกันเท่ากับ 1,264,903.3 ล้านบาท หรือเท่ากับ 61.1% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด โดยที่กระทรวงการคลังเป็นกระทรวงเศรษฐกิจกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณเกิน 5% กระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้งบประมาณมากสุด แต่การใช้งบยังวนเวียนอยู่กับการจัดซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ทั้งๆ ที่การศึกษาของไทยในปัจจุบันต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

กระทรวงกลาโหมที่ดูเหมือนจะเอาอกเอาใจกันเต็มที่ ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาการจัดซื้อหลายรายการที่ยังเป็นที่คาใจประชาชน กระทรวงมหาดไทยก็มีปัญหาต่างๆ ไม่ได้แพ้กัน โดยมีข่าวการวิ่งขายงบกันอย่างโจ่งครึ้มของ สส. ผู้มีเกียรติ ส่วนงบกลางก็คงเป็นเหมือนงบไทยเข้มแข็งที่สุดท้ายไม่รู้ว่าจะเป็นใครเข้มแข็ง

กระทรวงที่จะเป็นอนาคตของประเทศบ้างปรากฏว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่น่าจะเป็นศักยภาพเดียวที่ประเทศไทยเรามั่นใจว่าจะมีความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้กลับได้งบประมาณในสัดส่วน 0.3% เท่านั้น หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนสำคัญด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในเวลานี้กลับได้รับเพียง 1.1% กระทรวงพาณิชย์ ที่ปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าปีนี้จะส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20% แต่ได้รับงบประมาณเพียง 0.4% กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมและแก้ปัญหามาบตาพุดที่ยังสับสน ได้รับเพียง 0.3% เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ได้กระจายงบเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างแท้จริงโดยประเทศจะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ