posttoday
สมัชชาสุขภาพ : เครื่องมือลดความขัดแย้ง สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

สมัชชาสุขภาพ : เครื่องมือลดความขัดแย้ง สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

04 มกราคม 2560

โดย...พลเดช ปิ่นประทีป

โดย...พลเดช ปิ่นประทีป

เมื่อผมได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการใช้แนวทางของสมัชชาสุขภาพไปขับเคลื่อนงานพัฒนามากขึ้น ก็ยิ่งมองเห็นว่าประเทศไทยของเรายังมีของดีที่ควรขยาย คือ เรามีเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ดีมาก ในขณะที่อีกหลายประเทศในโลกกำลังโหยหาและอยากขอมาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้

สมัชชาสุขภาพของเรานั้น เขาดำเนินการกันอย่างเป็นกระบวนการตลอดทั้งปี มีเครือข่ายขับเคลื่อนปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัด บ้างก็ลงไปจนถึงระดับอำเภอและตำบลในหลายพื้นที่แล้ว

ส่วนเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21-23 ธ.ค. 2559 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานีนั้น ก็เป็นเพียงงานชุมนุมใหญ่ประจำปี ซึ่งภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศจะได้มาร่วมกันพิจารณาออกมติและแสดงเจตนารมณ์กันในประเด็นนโยบายสาธารณะใหม่ๆ รวมทั้งมาติดตามผลการขับเคลื่อนมติเดิมที่ได้พิจารณาไปเมื่อปีก่อนๆ ว่ามีความคืบหน้าหรือมีปัญหาอุปสรรคประการใดบ้าง

เวลานี้ กระแสความสนใจของภาคประชาสังคมและข้าราชการในพื้นที่ รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นฐานล่าง ที่มีต่อเครื่องมือการพัฒนาแบบนี้ กำลังขยายตัวไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะมันสามารถช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกระบวนการพัฒนาได้ ช่วยทำให้สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ สามารถจับต้องได้และเป็นประชาธิปไตยชุมชนที่กินได้จริงๆ

หัวใจความสำเร็จของกระบวนการสมัชชาสุขภาพที่ว่านี้อยู่ที่การใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ประสบการณ์และองค์ความรู้ของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติวิธี ไม่ใช่การมาโต้เถียงกันด้วยอารมณ์ความรู้สึกเพื่อเอาชนะคะคาน มีกติกาและมีเทคนิควิธีการ ทั้งนี้จุดมุ่งหมายใหญ่คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. เขาเรียกชื่อเล่นของกระบวนการแบบนี้ว่า 4PW ครับ ย่อมาจาก Participatory Public Policy Process based on Wisdom หรือกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานทางปัญญา

ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 9 ที่เพิ่งผ่านไป มีเสียงสะท้อนความพึงพอใจจากข้าราชการระดับสูงหลายหน่วยงานที่อยู่นอกวงการสาธารณสุข ผู้ได้รับมอบหมายเข้าร่วมงาน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่าแต่ก่อนมาร่วมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ แต่ละครั้งเหมือนเป็นผู้ร้ายหรือตกเป็นจำเลย เพราะภาคประชาชนจะเข้ามาเรียกร้องกดดันหรือต่อว่าต่อขาน แต่เดี๋ยวนี้สามารถพลิกบทบาทเป็นพระเอกพระรองกันแล้ว ทุกท่านต่างมั่นใจในเครื่องมือแบบสมัชชากันมากขึ้น

นอกจากนั้น ในงานยังมีบรรยากาศการผนึกกำลังกันระหว่างหน่วยงานระดับนโยบาย 6 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง เกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงมหาดไทย กับกลุ่มองค์กรตระกูล ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการพัฒนาประเทศด้านสุขภาพและสังคม

การมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติแบบนี้ ด้านหนึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้ขบวนปฏิรูปภาคประชาชนทุกระดับทั่วประเทศรับทราบว่า ต่อนี้ไปงานปฏิรูปสุขภาพและปฏิรูปสังคมไทยจะเดินหน้าเคียงคู่กันไป โดยมี SDGs และประเทศไทย 4.0 เป็นเป้าหมาย
ปลายทาง

อีกด้านหนึ่งเป็นการยืนยันว่า กระบวนการสมัชชาสุขภาพ (4PW) เป็นแนวทางสายกลางและเป็นทางสายหลัก ที่ภาคีเครือข่ายทางสังคมส่วนใหญ่ของประเทศจะใช้ในการทำงานแบบสานพลังเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับตัวของทุกฝ่ายร่วมกันไป บนเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากสมัชชาสุขภาพ แล้ว สช.ยังมีเครื่องมือขับเคลื่อนกระบวนการ 4PW ที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ชิ้นอื่นๆ อีก เช่น ธรรมนูญระบบสุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และสิทธิด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากภาคีเครือข่ายและมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย จนเกิดรูปธรรมต้นแบบและนวัตกรรมทางสังคม ซึ่งได้มีการนำมาแสดงผลให้ชมกันอย่างจุใจในงานสมัชชาครั้งนี้ด้วย

อันที่จริง ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา อันเป็นหลักการและแนวทางสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะนั้น ก็เป็นหลักการและแนวทางเดียวกันกับนโยบายประชารัฐที่รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนอยู่ และก็เป็นไปตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั่นเอง

ธีมของการจัดงานที่ว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ธรรมนูญระบบสุขภาพและสังคมสุขภาวะ” จึงเป็นการประกาศอย่างหนักแน่นที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อ สร้างความรู้รักสามัคคี ใช้เหตุผล ความเอื้ออาทรและสันติวิธีในการจัดการกับปัญหาของบ้านเมือง

เมื่อหันกลับมาทบทวนเส้นทางการพัฒนาบ้านเมืองจากอดีตถึงปัจจุบัน แม้ประเทศไทยพัฒนาไปแต่ยังมีปัญหาช่องว่างทางสังคม ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากรและผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่คาราคาซังอยู่มากมาย

การกล่าวโทษและโยนกลองกันไปมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เราจึงควรยอมรับความจริงว่า มันเป็นชะตากรรมร่วมของสังคมไทยที่สะสมมา และตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราจะต้องช่วยกันหาทางแก้ไข 

เส้นทางเดิมในอดีตเป็นการพัฒนาที่คิดเอาง่ายๆ และบ่อยครั้งก็สุดโต่ง ไม่สนใจเสียงของคนเล็กคนน้อย ขาดการมีส่วนร่วม เสียสมดุล จึงยังไม่ใช่หนทางของความพอดีพอเพียงหรือทางสายกลางตามที่ได้ทรงเพียรทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง 

การเดินตามรอยเท้าพ่อ ไม่ควรเป็นแค่วาทกรรมสวยหรู แต่ต้องลงมือทำอย่างมีหลักการแนวคิด วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมด้วย

ผมคิดว่า ประสบการณ์และประวัติศาสตร์การพัฒนาในสายงานสุขภาพ มีองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับแนวทางการพัฒนาประเทศให้มาสู่จุดสมดุล

ฝากท่านผู้นำ ผู้บริหาร และทีมยุทธศาสตร์ ของทุกกระทรวงทบวงกรมและรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน ช่วยพิจารณาอย่างจริงจังด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท