
เดินเครื่องบิ๊กโปรเจกต์ ‘อีอีซี’
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์การลงทุนในภาพรวมปี 2560 จะขยายตัว 5% เป็นการขยายตัวของภาครัฐ 11.2% สูงกว่าปี 2559 ที่ขยายตัว 10% หัวใจสำคัญของการลงทุนในปีนี้คือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่คาดว่าในระยะ 10 ปี จะมีเงินลงทุนในโครงการนี้ราว 2 ล้านล้านบาท
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์การลงทุนในภาพรวมปี 2560 จะขยายตัว 5% เป็นการขยายตัวของภาครัฐ 11.2% สูงกว่าปี 2559 ที่ขยายตัว 10% หัวใจสำคัญของการลงทุนในปีนี้คือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่คาดว่าในระยะ 10 ปี จะมีเงินลงทุนในโครงการนี้ราว 2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ แผนลงทุนตามแผนปฏิบัติการ ปี 2560 (แอ็กชั่นแพลน) ของกระทรวงคมนาคม รวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 8.9 แสนล้านบาท หลายโครงการจะเน้นเชื่อมต่อกับอีอีซี เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 แสนล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 แสนล้านบาท การสร้างเมืองใหม่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย 4 แสนล้านบาท การท่องเที่ยวคุณภาพ เชิงสุขภาพ 2 แสนล้านบาท
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การพัฒนาอีอีซีในแอ็กชั่นแพลนปี 2560 หลายโครงการ อาทิ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟฟ้าความเร็วสูง ท่าเรือจุกเสม็ด รวมถึงแผนขยายและสร้างถนนทางหลวงเพิ่มเติมบริเวณท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม
ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ รถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย มอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด และสุวรรณภูมิ เฟส 2 ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมต่อระบบรางเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา คาดว่าจะเข้าคณะกรรมการพีพีพีในเดือน ม.ค. ก่อนเซ็นสัญญาในช่วงไตรมาส 3 ของปี และเริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างได้ปลายปี 2560
สำหรับโครงการพัฒนาการขนส่งทางรางเส้นทางอีอีซีในแผนแอ็กชั่นแพลนมี 3 โครงการ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่าลงทุน 1.52 แสนล้านบาท รถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย 10,200 ล้านบาท ระยะทาง 106 กิโลเมตร ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 20% จะทยอยเปิดให้บริการช่วงแรกได้ก่อนภายในปี 2560 และดำเนินโครงการเสร็จทั้งหมดภายในปี 2561-2562
พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจอีอีซีเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย ที่จะดึงดูดเม็ดเงินเอฟดีไอได้มหาศาลตามคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขั้นสูง จนกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม 4.0 แห่งใหม่ของประเทศ โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ส่งแผนพัฒนาอีอีซี ภายในกลางเดือน ม.ค.นี้ รวมถึงแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์กรุงเทพฯ-ระยอง
ขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือตามแอ็กชั่นแพลนของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย แหลมฉบัง เฟส 3 วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท อยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการพีพีพี ก่อนเปิดประกวดราคาในปี 2560 โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง เอ 1,810 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปลายเดือน ต.ค. 2560 และโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้ สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง 2,030 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปลายเดือน ก.ย. 2560 พร้อมเปิดบริการในช่วงต้นปี 2561
นอกจากนี้ โครงการสนามบินอู่ตะเภา มูลค่าลงทุน 2.15 แสนล้านบาท กำลังเร่งดำเนินการ เช่นเดียวกับสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ทยอยลงนามในสัญญาและเริ่มก่อสร้าง และสุดท้ายคือ โครงการลงทุนด้านถนนมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 1.78 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 18% จะเปิดใช้บริการได้ภายในปี 2562
นี่คือแผนขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ที่จะเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อเนื่องในปี 2560







