posttoday
ต้องดูแลผู้สูงอายุ

ต้องดูแลผู้สูงอายุ

03 มกราคม 2560

ประเทศไทยได้เข้าสู่ระยะแรกของประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เนื่องจากเข้าเกณฑ์และองค์ประกอบหลายประการ อาทิ อัตราการเกิดต่ำ จำนวนประชากรสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่น่ากลัว หากมีการเตรียมพร้อม ประชากรมีระบบสวัสดิการที่ดี มีเงินออมเพียงพอที่จะยังชีพจนกว่าจะตายหลังจากเกษียณอายุการทำงานแล้ว เหมือนในหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น

ประเทศไทยได้เข้าสู่ระยะแรกของประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เนื่องจากเข้าเกณฑ์และองค์ประกอบหลายประการ อาทิ อัตราการเกิดต่ำ จำนวนประชากรสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่น่ากลัว หากมีการเตรียมพร้อม ประชากรมีระบบสวัสดิการที่ดี มีเงินออมเพียงพอที่จะยังชีพจนกว่าจะตายหลังจากเกษียณอายุการทำงานแล้ว เหมือนในหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น

แต่ที่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยน่าเป็นห่วง เป็นเพราะเรายังขาดการเตรียมพร้อมด้วยประการทั้งปวง แรงงานไทยส่วนใหญ่แก่แต่จน มีจำนวนน้อยที่รวยก่อนแก่ นั่นเพราะระบบการออมภาคบังคับของไทยยังไม่ดีพอ รัฐบาลเองก็เพิ่งจะเริ่มปรับระบบการออมรับสังคมผู้สูงอายุใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4 มาตรการรับมือผู้สูงอายุ มีการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) มีการบังคับให้บริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยจ่ายเงินสมทบทั้งนายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมก้อนหนึ่งไว้ใช้หลังเกษียณอายุงาน

สิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้เป็นแนวทางที่จะทำให้คนไทยในรุ่นต่อไปจะมีคุณภาพชีวิตตอนสูงวัยดีขึ้น แต่สำหรับผู้สูงอายุปัจจุบันที่จะต้องอยู่กับสวัสดิการที่จำกัดจำเขี่ยและแก่ก่อนรวย ก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ให้ได้

การช่วยเหลือผู้สูงอายุปัจจุบันนั้น รัฐบาลจ่ายเบี้ยยังชีพให้เดือนละ 600-900 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายผ่านหน่วยงานอื่นๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือที่เขต ที่ผู้รับสวัสดิการลงทะเบียนไว้ ซึ่งมีผู้สูงอายุได้รับเงินยังชีพประมาณ 7 ล้านคน แต่นับจากปี 2559 ที่รัฐบาลได้ปรับระบบการเงินการคลังทางอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ การจ่ายเงินรัฐสวัสดิการให้ประชาชนก็ปรับมาเป็นการจ่ายตรงผ่านระบบพร้อมเพย์ ที่มีการผูกเลขที่บัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และเลขที่บัญชีธนาคารไว้รวมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการจ่ายเงินซึ่งเริ่มเมื่อปีที่แล้วเป็นปีแรก

แค่เพียงปีแรกที่ใช้ระบบพร้อมเพย์ ก็ช่วยลดการไร้ประสิทธิภาพและอุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเงินรั่วไหลได้มาก การลงทะเบียนผู้สูงอายุจะต้องมีการทบทวนรายชื่อว่ามีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือมีตัวตนจริงหรือไม่ รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเงินแต่ไม่มารับเพราะมีฐานะดีมีเงินพอที่จะเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ก็ต้องให้แจ้งความจำนงสละสิทธิเงินและบริจาคให้กับผู้สูงอายุที่ยากจน

โดยหลักการนี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นว่าควรจะนำเงินจากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการรับเงิน หรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วหรือลงชื่อไปแล้ว แต่ตรวจสอบและไม่มีตัวตนจริงมารวบรวมและเกลี่ยออกไปให้กับผู้สูงอายุปัจจุบันให้ได้รับเงินเบี้ยยังชีพมากขึ้น โดยที่รัฐบาลก็ไม่ได้ต้องตั้งงบประมาณเพิ่มจากเดิม

ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าผู้สูงอายุจะได้รับเงินเพิ่มเพียงงวดเดียวที่รวบรวมเงินเพิ่มหรือว่ารัฐบาลจะเพิ่มเงินยังชีพให้เป็นเดือนละพันบาทเลย เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนับสนุน โดยข้อเท็จจริงเงินยังชีพเดือนละ 600-900 บาทนั้น ไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในยุคนี้ แต่นี่เป็นเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ต้องเฉลี่ยกันไป

ความพยายามช่วยเหลือประชากรผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องดำเนินการคู่ไปกับการปรับโครงสร้างสวัสดิการต่างๆ เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท