
ศึกหนักรัฐบาล เปิดสงครามแก้หนี้นอกระบบ
มาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
มาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งจัดทัพหน่วยงานทุกภาคส่วนเดินหน้าทำสงครามกับ “เจ้าหนี้นอกระบบ” ในปี 2560 ภายใต้โจทย์ใหญ่ คือ ตัวเลขคนเป็นหนี้นอกระบบที่มีกว่า 1.3 ล้านรายคิดเป็นวงเงินหนี้นอกระบบราว 1 แสนล้านบาท ตามคาดการณ์ของกระทรวงมหาดไทย
รวมทั้งข้อมูลเบื้องต้นของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พบว่าผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี มาลงทะเบียนรวม 8.32 ล้านคน ส่วนใหญ่มีหนี้นอกระบบไม่เกิน 3 หมื่นบาท ส่วนที่มีหนี้เกิน 1 แสนบาท มีราว 10.9% ของผู้ที่มาลงทะเบียนทั้งหมด ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง โดยอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ออกโมเดลแก้หนี้นอกระบบมาเป็นระยะ เริ่มจาก “กระสุนนัดแรก” คือการให้ลูกหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ด้วยการจัดการให้เข้าถึงสินเชื่อผ่านโครงการสินเชื่อส่วนบุคคล หรือนาโนไฟแนนซ์ ที่เปิดให้ตั้งบริษัท ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ เน้นพ่อค้า แม่ค้า เอสเอ็มอี สูงสุดรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมต้องไม่เกิน 36%
แต่หลังจากผ่านมาได้กว่า 1 ปี มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต 29 แห่ง แต่เปิดดำเนินการเพียง 19 แห่ง ยอดปล่อยกู้รวมแล้วเพียง 1,000 ล้านบาท ถือว่าห่างไกลจากเป้าหมายที่จะปล่อยกู้หลักหมื่นล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้ของลูกหนี้ได้ เพราะเป็นสินเชื่อที่ไร้หลักประกัน ทำให้มีการปรับกลยุทธ์การปล่อยกู้เข้มงวดมากขึ้น และบางรายขอใช้หลักประกันจาก
ลูกหนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยง
กระทรวงการคลังจึงต้องเสนอ ครม.ขอออกโครงการพิโกไฟแนนซ์ มาช่วยเสริมมาตรการแก้หนี้นอกระบบให้ครบวงจรมากขึ้น โดยเปิดทางให้เจ้าหนี้นอกระบบเปิดบริษัทปล่อยกู้ได้อย่างถูกกฎหมาย กำหนดทุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท แต่ให้ปล่อยกู้เฉพาะในท้องถิ่น ห้ามปล่อยกู้ข้ามเขต เน้นปล่อยกู้คนทั่วไปเพื่อนำเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นบาท/ราย คิดดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมต้องไม่เกิน 36%
ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจพิโกไฟแนนซ์และยื่นคำขออนุญาตแล้ว 13 ราย กระจายในหลายจังหวัด ทั้งขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุดรธานี รวมถึงกรุงเทพฯ โดยมี 9 รายที่คาดว่าจะได้เปิดทำการ คือ 5 ราย อยู่ระหว่างเตรียมออกใบอนุญาต และอีก 4 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร
กระบวนการแก้หนี้นอกระบบระดับต่อมา คือ กระทรวงการคลังมอบนโยบายให้ธนาคารรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ตั้งฝ่ายแก้หนี้นอกระบบขึ้น เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลลูกหนี้ แตกต่างจากการแก้หนี้นอกระบบของรัฐบาลลก่อนที่ใช้แบงก์รัฐปล่อยกู้แล้วก็เลิกรากันไป ไม่มีการวัดผลสำเร็จและติดตามความคืบหน้าของลูกหนี้
ขณะที่ธนาคารออมสินเตรียมเสนอโมเดลแก้หนี้นอกระบบเข้า ครม.ต้นปีนี้ ใช้เงิน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้สูงสุดรายละ 5 หมื่นบาท คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน หรือต่ำกว่านั้น รวมทั้งอาจเสนอให้ค้ำประกันลูกหนี้ที่เข้าโครงการนี้ รองรับกรณีเกิดความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้แยกเป็นบัญชีพิเศษ หรือพีเอสเอ ตามนโยบายของรัฐบาล
ขณะที่ ธ.ก.ส.ได้จัดตั้งสำนักบริหารหนี้นอกระบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่ผ่านมาอนุมัติสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้านี้แล้วกว่า 4 หมื่นราย คิดเป็นวงเงิน 3,937 ล้านบาท และเตรียมอีก 2 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้แก้หนี้นอกระบบในรัฐบาลนี้ แบ่งเป็นการออกบัตรเงินสด หรือแคชการ์ด ที่จะให้ลูกค้าเก่าที่มีประวัติชำระหนี้ดี วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนลูกหนี้รายใหม่จะปล่อยกู้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/ราย ตั้งเป้าปล่อยกู้รวม 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะคิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
ทั้งนี้ ครม.ตั้งเป้าให้แบงก์รัฐทั้ง 2 แห่ง ปล่อยกู้ช่วยลูกหนี้นอกระบบประมาณปีละ 2.4 แสนคน มูลหนี้ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท/ปี
สำหรับ “กระสุน” นัดถัดมา คือการมุ่งจัดการกับเจ้าหนี้นอกระบบ มีการประกาศใช้มาตรา 44 ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยกับลูกค้าเกิน 15% ต่อปี โทษคือจำคุก แต่หากต้องการทำธุรกิจต่อไป สามารถยื่นขอใบอนุญาตทำพิโกไฟแนนซ์ได้
ครม.ยังเห็นชอบการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือการเร่งรัดบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ... ที่เพิ่มโทษเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดให้สูงขึ้น จากเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี เป็นปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2560 นี้
ขณะเดียวกันมีการตั้งคณะอนุ กรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบใน 77 จังหวัด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมสรรพากร ร่วมในคณะอนุกรรมการเพื่อเข้าไปช่วยเจรจา เพื่อให้เกิดมูลหนี้ที่เป็นธรรมก่อน จากนั้นธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละรายต่อไป หลังจากปล่อยสินเชื่อแล้วก็จะมีมาตรการเพิ่มศักยภาพของลูกหนี้ผ่านการฟื้นฟูอาชีพและหารายได้เพิ่ม ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม ปลูกฝังความรู้และวินัยทางการเงิน ไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก
จะเห็นได้ว่าโมเดลแก้หนี้นอกระบบครั้งนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจและพยายามอย่างมากที่จะดำเนินการอย่างบูรณาการและครบวงจร แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ยั่งยืนจริงหรือไม่ โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ ที่รัฐบาลออกแบบขึ้น ว่าจะปล่อยกู้ได้อย่างที่ตั้งเป้าหรือไม่ และจะมีเจ้าหนี้นอกระบบที่เป็นเป้าหมายสำคัญของมาตรการนี้ สนใจเข้าโครงการพิโกไฟแนนซ์กันทุกอำเภอ หรือทุกจังหวัดหรือไม่
สำหรับธนาคารพาณิชย์ ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่สนใจทำธุรกิจตัวนี้ เพราะมีเงื่อนไขห้ามปล่อยกู้ข้ามเขต ทำให้ไม่คุ้มกับความเสี่ยง ส่วนแบงก์รัฐที่เคยทำโครงการนี้มาแล้วอย่างน้อย 2 รอบ ใน 2 รัฐบาลนั้น สำหรับปีหนี้ การอัดฉีดสินเชื่อต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว นอกจากนี้ การลงทะเบียนคนจน 2 รอบที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนเกือบ 2 ล้านราย แต่ผ่านคุณสมบัติได้รับสินเชื่อหลักหมื่นรายเท่านั้น
นอกจากนี้ การจะทำสงครามกับการแก้หนี้นอกระบบให้สำเร็จ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างวินัยการใช้เงินให้กับคนฐานรากให้มาก และลดการก่อหนี้เกินตัว
ที่สำคัญ รัฐบาลต้องทำให้ภาวะเศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าหนี้นอกระบบเช่นที่ผ่านมา







