
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ3จังหวัดชายแดนใต้
โดย...ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์
โดย...ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์
ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา) และอีก 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ได้เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะหลังปี 2547 มีการศึกษาและคาดการณ์ว่าปัญหาเกิดจากประวัติศาสตร์ระหว่างปัตตานีกับสยาม (กรุงเทพฯ) ความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ (ประชากรส่วนมากในพื้นที่มีเชื้อชาติมลายูและนับถือศาสนาอิสลาม) ความไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของเจ้าหน้าที่รัฐ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคมและเศรษฐกิจระหว่างประชาชนในพื้นที่กับส่วนอื่นของประเทศ
นักวิชาการและภาครัฐเชื่อว่าการลดปัญหาความยากจนเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดปัญหาความไม่สงบ งานศึกษาที่ผ่านมาพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อปัญหาความยากจน เช่น ระดับและคุณภาพของการศึกษา การว่างงาน และรายได้ที่ต่ำ รัฐบาลหลายสมัยได้จัดงบประมาณจำนวนมากเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยมองว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ ได้มีการจัดตั้งและส่งเสริม ระบบการเงินการธนาคารอิสลาม อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เป็นต้น ทั้งหมดนี้ด้วยเหตุผลว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิม
ซะกาต (Zakat) เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของประชาชนในพื้นที่ การจ่ายซะกาตเป็น 1 ใน 5 หลักการสำคัญของศาสนาอิสลามที่มุสลิมพึงปฏิบัติ ซะกาตมีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจอิสลามเนื่องจากเป็นกลไก หรือนโยบายการคลังที่ใช้เพื่อกระจายความเท่าเทียมทางทรัพยากร (Redistributive Policy) มุสลิมที่มีรายได้หรือทรัพย์สินถึงพิกัดที่ศาสนากำหนดจะต้องจ่ายซะกาตในแต่ละปี ซะกาตมีลักษณะคล้ายภาษีด้วยเป้าหมายทางด้านสังคมและเศรษฐกิจเพื่อลดความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของคนในประเทศ มุสลิมสามารถจ่ายซะกาตโดยตรงให้กับกลุ่มคน 8 กลุ่ม (เช่น คนยากจน คนขัดสน คนเดินทาง ซึ่งรวมถึงผู้อพยพลี้ภัย หรือผู้ที่มีหนี้สินท่วมท้นโดยการเป็นหนี้นั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ผิดหลักศาสนา) ตามที่ศาสนากำหนดหรือจ่ายให้กับองค์กรหรือสถาบันที่ทำหน้าที่จัดเก็บ บริหารจัดการ และแจกจ่ายซะกาตได้ รัฐยังสามารถใช้ซะกาตแทนการกู้ยืมเงิน ในยุคของท่านศาสดามูฮัมหมัด ซะกาตเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของภาครัฐ
ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการจ่ายซะกาตในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายระหว่างบุคคลกันเอง ซะกาตที่จ่ายต่อครั้งมีปริมาณน้อยและกระจัดกระจายในแต่ละพื้นที่ไม่อาจส่งผลในการลดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางรายได้ การจัดตั้งกองทุนซะกาตโดยมีองค์กรหรือสถาบันทำหน้าที่จัดเก็บบริหารจัดการและแจกจ่ายซะกาตจึงเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น การจัดตั้งกองทุนสามารถทำได้หลายระดับทั้งระดับชาติภูมิภาคจังหวัดและท้องถิ่น กองทุนจะมีหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่จะจ่ายซะกาตและผู้ที่มีความต้องการในการรับซะกาต เป็นการเพิ่มความร่วมมือระหว่างพื้นที่ที่มีซะกาตส่วนเกินกับพื้นที่ที่ขาดแคลนซะกาต
อย่างไรก็ตาม การพึ่งแต่เพียงซะกาตไม่สามารถลดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคนที่รับซะกาตใช้เงินที่ได้เพื่อการบริโภคเท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อการลงทุน หรือเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถของตนเองและครอบครัว ปัญหาความยากจนก็จะไม่สามารถแก้ได้ในระยะยาว ภาครัฐและกองทุนซะกาตไม่ควรสนับสนุนด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างศักยภาพ (Capacity Building) ให้แก่ผู้รับซะกาตและติดตามผลอย่างต่อเนื่องด้วย
กองทุนซะกาตอาจจะร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม เช่น การสร้างแรงจูงใจหรือโครงการเพื่อที่ผู้รับซะกาตจะได้นำเงินไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านปัญหาความยากจน เช่น การเงินระดับรากหญ้า (Microfinancing) เพื่อเพิ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือการออกกฎหมายลูกให้ธุรกิจที่จ่ายซะกาตสามารถนำหลักฐานไปลดหย่อนภาษีชนิดอื่นๆ ได้
ทั้งนี้ การที่กองทุนซะกาตจะทำงานประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น ตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ระบบตรวจสอบและติดตาม (Governing and Monitoring System) การทำงานของกองทุนซะกาต ความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้จ่ายซะกาตเกิดความมั่นใจว่าเงินที่เขาให้ไปจะถูกเก็บและใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เขาตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทั้งผู้จ่ายและประชาชนผู้ยากจน เมื่อกองทุนมีความโปร่งใส ความมั่นใจในกองทุนก็จะเกิดขึ้น ทำให้สามารถดึงดูดเงินซะกาตได้มากยิ่งขึ้น
การตั้งกองทุนและการใช้ซะกาตเป็นเครื่องมือในการลดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางรายได้ สามารถเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมทางศาสนา (Religious Values) ของประชาชน เป็นหนึ่งในแนวทางช่วยลดปัญหาความไม่สงบในพื้นที่







