
จับตานโยบายสหรัฐ ทิศทางในมือเอ็กซอน
ภายหลังจากว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อของ “เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ เอ็กซอน โมบิล ให้เตรียมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนต่อไป ทั่วโลกต่างเตรียมจับจ้องไปที่นโยบายต่างประเทศสหรัฐในยุคใหม่ทันทีว่า ทิศทางหลังจากนี้จะออกมาอย่างไรในมือของทิลเลอร์สัน ที่นอกจากจะคร่ำหวอดในแวดวงพลังงานมาตลอดชีวิตแล้ว ก็ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียด้วย
ภายหลังจากว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อของ “เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ เอ็กซอน โมบิล ให้เตรียมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนต่อไป ทั่วโลกต่างเตรียมจับจ้องไปที่นโยบายต่างประเทศสหรัฐในยุคใหม่ทันทีว่า ทิศทางหลังจากนี้จะออกมาอย่างไรในมือของทิลเลอร์สัน ที่นอกจากจะคร่ำหวอดในแวดวงพลังงานมาตลอดชีวิตแล้ว ก็ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียด้วย
ยิ่งเกิดเหตุการณ์สำคัญช่วงปลายปีที่สหรัฐขับนักการทูตรัสเซีย 35 คน ออกจากประเทศ เพื่อตอบโต้กรณีการแฮ็กข้อมูลเพื่อหวังแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐที่เพิ่งผ่านมา จนถูกตีความว่าเป็นเหมือนการเปิดฉากสงครามเย็นครั้งใหม่ นโยบายต่างประเทศสหรัฐภายหลังการสาบานตนรับตำแหน่งวันที่ 20 ม.ค.นี้ ก็ยิ่งถูกจับจ้องมากขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่เอเชียก็อาจจะเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนกับ รมต.ต่างประเทศคนใหม่ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนโยบายต่างประเทศเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนจากการเลือกนักธุรกิจมานั่งในตำแหน่งนี้แทนที่จะเป็นนักการทูตก็คือ ทรัมป์สนใจความเชี่ยวชาญเรื่อง “การเจรจาต่อรอง” และ “การทำธุรกิจระหว่างประเทศ” หากนักการทูตต้องใช้ฝีปากในการเจรจาเป็นหลัก นักธุรกิจก็คงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะระดับซีอีโอของบริษัทน้ำมันเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ต่างกันก็เพียงผลประโยชน์จากการเจรจานั้นตกอยู่กับบริษัท ไม่ใช่ประเทศ
ว่าที่คณะรัฐมนตรีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีนักธุรกิจ-นักลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะการทำงานที่เน้นความรวดเร็วและต้องการเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักตามที่หาเสียงเอาไว้ คือการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
แม้จะไม่ใช่นักการทูตอาชีพ แต่อาชีพซีอีโอของบริษัทน้ำมันเบอร์ 1 ก็ทำให้ทิลเลอร์สันได้เข้าพบและเจรจากับผู้นำของโลกมาแล้วจำนวนมาก และทำให้ต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกคอยติวถึงแต่ละประเทศที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง จนถึงเอเชีย ซึ่งแทบจะไม่ต่างจากการมีกระทรวงต่างประเทศขนาดย่อมเป็นของตนเอง
บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ที่สำนักงานใหญ่ของเอ็กซอน ชานเมือง ดัลลัส จะมีหน่วยข้อมูลที่ทำหน้าที่รายงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสถานการณ์ทางการเมืองรอบโลกให้กับผู้บริหารของบริษัท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไปติดต่อเจรจาธุรกิจในแต่ละประเทศทั่วโลก โดยทีมงานจะวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเสี่ยงที่ทุกๆ ที่ที่เอ็กซอนมีสินทรัพย์อยู่หรือมีแผนที่กำลังจะเข้าไปลงทุน รวมทั้งต้องเข้าร่วมทุกการประชุมที่ประธานและซีอีโออยู่ด้วย โดยเฉพาะการเข้าพบเจรจากับบรรดาผู้นำประเทศ ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียด้วย
โมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เคยกล่าวไว้ว่า ความแตกต่างระหว่าง น้ำมัน การทูต และภูมิรัฐศาสตร์นั้น มีเพียงแค่เส้นบางๆ กั้นไว้เท่านั้น ขณะที่ โจเซฟ แพรท และวิลเลียม ฮาล นักประวัติศาสตร์ซึ่งเคยเขียนหนังสือถึงเอ็กซอนเอาไว้ กล่าวว่า แหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของโลกนั้น ส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในประเทศที่มีการเรียกร้องทางการเมืองสูง หรือเรียกได้ว่าเป็นอำนาจของผู้ผลิต เช่น กลุ่มประเทศโอเปก หรือในแอฟริกา และเอเชียกลาง ที่มีการเรียกร้องผลตอบแทนจากการเข้าไปลงทุนน้ำมันสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เอ็กซอนต้องรู้เรื่องราวในประเทศเหล่านี้ในเชิงลึกมากขึ้นเพื่อพร้อมสำหรับการเจรจาต่อรอง
เท่ากับว่าในเชิงข้อมูลความรู้หรือทักษะการเจรจาทางการทูตนั้น ทิลเลอร์สันน่าจะผ่านความเห็นชอบของหลายฝ่ายได้โดยไม่ยากนัก
ทว่าในเชิงของการรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาตินั้น ยังคงเป็นคำถามที่คาดว่าจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากวุฒิสภาสหรัฐ หรือแม้แต่คนในพรรคเอง เช่น จอห์น แม็คเคน เนื่องจากทิลเลอร์สันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัสเซีย รวมถึงตัวประธานาธิบดีปูตินด้วย การเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจึงทำให้ต้องบาลานซ์สมดุลความสัมพันธ์และผลประโยชน์กันใหม่ โดยเฉพาะในยามที่สหรัฐมีปัญหาเรื่องการแฮ็กกับรัสเซีย และในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความขัดแย้งกันในเรื่อง “ซีเรีย” อีกด้วย
ในเรื่องซีเรียนั้น ทิลเลอร์สัน จะได้รับมรดกที่ยุ่งเหยิงตามมาจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 6 และกำลังอยู่ในสภาวะที่สหรัฐเสียเปรียบ หลังจากที่เมืองอเลปโปกลับมาอยู่ในการยึดครองของฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ที่ยืนข้างเดียวกับรัสเซีย อิหร่าน และฝ่ายมุสลิมชีอะห์ในเลบานอน และอิรักได้สำเร็จ ในขณะที่กลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้านที่มีสหรัฐและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ นำโดยซาอุดิอาระเบียหนุนอยู่กำลังเพลี่ยงพล้ำ
แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณเป็นมิตรกับรัสเซียมาโดยตลอด กระทั่งเรื่องล่าสุด ที่ชมรัสเซียกรณีไม่ตอบโต้ด้วยการส่งทูตสหรัฐกลับเป็นการแก้แค้นก็ตาม ทว่าเรื่องปัญหาในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงถึงดุลอำนาจ ขั้วมุสลิมสุหนี่-ชีอะห์ การก่อการร้าย และผลประโยชน์เรื่องพลังงานมหาศาล ทำให้ยังเป็นเรื่องยากที่สรุปได้ว่า นโยบายต่างประเทศสหรัฐในยุคของทิลเลอร์สัน จะเป็นมิตรกับรัสเซียได้จริงๆ แม้ว่าในภาพรวมนั้นน่าจะดีขึ้นกว่าในยุค บารัก โอบามา ก็ตาม
ส่วนทิศทางต่อฝั่งเอเชียนั้น อาจยังไม่เป็นที่เด่นชัดมากนัก แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ทิลเลอร์สันไม่ใช่มือใหม่กับเรื่องเอเชียทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องจีน เพราะในสมัยที่เป็นซีอีโอ เอ็กซอนสามารถคว้าสัญญาสัมปทานน้ำมันกับเวียดนามในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีการอ้างสิทธิกับจีน เมื่อปี 2009 ด้วย และยังมีการเดินทางไปยังจีนหลายครั้งเพื่อเจรจาเรื่องพลังงานกับหลายฝ่าย อาทิ หวัง ยี่หลิน ประธานบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของจีน (ซีเอ็นพีซี)
ท่าทีของจีนที่มีต่อว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ก็ยังออกมาในลักษณะทั้งไม่รับและไม่ปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่สะท้อนถึงการมองเกมออกมากกว่า โดยในเว็บข่าวแห่งหนึ่งของทางการจีนนั้น มีการเขียนในทำนองว่า แม้สัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสหรัฐ-รัสเซีย อาจเป็นผลบวกทางอ้อมต่อจีนที่เป็นมิตรของรัสเซียไปด้วย แต่ก็ต้องไม่มองด้านเดียว เพราะทิลเลอร์สันมีความเชี่ยวชาญในจีนพอสมควรจากการทำธุรกิจพลังงานกับจีน อีกทั้งยังเคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องทะเลจีนใต้ ทว่าอย่างน้อยที่สุด การเลือกทูตสหรัฐประจำจีน เทอร์รี แบรนสตัด ที่จีนถือเป็นเพื่อนเก่า ก็พอจะบ่งชี้ว่า สหรัฐเล่นทั้งเกมไม้อ่อนไม้แข็งที่ไม่ได้มุ่งหน้าจะเป็นศัตรูอย่างเดียว
การเลือกทีมนักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์มาแล้วทั่วโลกมาร่วมทีมนั้น อาจบ่งชี้ว่าภายใต้ท่าทีมุทะลุดุดันของประธานาธิบดี ทรัมป์ ที่ก็เป็นนักธุรกิจเช่นเดียวกัน ก็อาจยังพอเปิดช่องสำหรับการเจรจาได้เสมอในรัฐบาลสหรัฐยุคใหม่หลังจากนี้







