
ผู้ปกครองจี้ตร.เอาผิดครูหวดนร.ก้นแตก
ผู้ปกครองเด็กเหยื่อครูศิลปะโหดรวมตัวกดดันตำรวจเร่งรัดดำเนินคดี ขณะที่ สพท.นม.เขต 1 เรียกถกเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ล้อมคอกหามาตรการป้องกันเหตุซ้ำ
ผู้ปกครองเด็กเหยื่อครูศิลปะโหดรวมตัวกดดันตำรวจเร่งรัดดำเนินคดี ขณะที่ สพท.นม.เขต 1 เรียกถกเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ล้อมคอกหามาตรการป้องกันเหตุซ้ำ
บรรดาผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนมารีย์วิทยา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้เข้าแจ้งความตำรวจ สภ.เมือง นครราชสีมา เร่งดำเนินคดีทางกฏหมายกับนายสมชาย ลิ้มธรรมาภรณ์ อดีตครูศิลปศึกษา และครูผู้ดูแลหอพักมารีย์อูส ที่ลงโทษนักเรียนด้วยการใช้ไม้หวายพันด้วยเทปพันสายไฟเฆี่ยนตีเด็กจำนวนกว่า 40 ราย ภายในหอพักอย่างทารุณ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ศิริภรณ์วิวัฒน์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าว ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังรอผลตรวจร่างกายเด็กผู้ได้รับบาดเจ็บจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อนำมาประกอบในสำนวนคดี ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตรวจภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ หลังจากที่ได้รับผลตรวจร่างกายเด็กแล้ว ทางพนักงานสอบสวนจะเชิญเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บมาสอบสวนต่อหน้าอัยการ , นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนครราชสีมา อีกครั้ง
ทั้งนี้เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานเอาผิดกับนายสมชาย ผู้ก่อเหตุ ซึ่งหากกระบวนการในชั้นนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ก็จะเชิญตัวนายสมชายฯ มารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียก และหากยังไม่มาอีกก็จะออกหมายจับต่อไป โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการในทุกกระบวนการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่สะเทือนใจและอยู่ในความสนใจของประชาชนที่ต้องรีบมีคำตอบให้กับสังคม
ขณะที่นพ.อิสระ เอกสินชล ตัวแทนผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเดินทางมาสอบถามความคืบหน้าทางคดี กล่าวว่า ทางผู้ปกครองต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเอาผิดกับนายสมชายอย่างถึงที่สุด ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะไล่นายสมชายออกจากโรงเรียนไปแล้วก็ตาม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ที่ผู้เป็นครูไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
นอกจากนนี้ยังอยากเรียกร้องให้ทางโรงเรียนเร่งกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกมาบังคับใช้ในโรงเรียนอย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและเด็กที่ยังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ นอกจากนี้หากเป็นไปได้อยากให้ทางโรงเรียนมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนคณะผู้บริหารโรงเรียนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาทางคณะผู้บริหารงานโรงเรียนไม่มีความจริงใจ ที่จะดำเนินการเอาผิดกับนายสมชาย ครูผู้กระทำผิด โดยยังคงให้สอนอยู่ในโรงเรียนต่อไป
ขณะเดียวกันพยายามที่จะไกล่เกลี่ยกับผู้ปกครองด้วยการชดเชยเป็นเงิน 2.5 หมื่นบาทต่อเด็กนักเรียน 1 ราย แลกกับให้ปิดปากเงียบในเรื่องนี้ ซึ่งทางตนเองและผู้ปกครองยืนยันว่า ไม่ต้องการที่จะรับเงินจำนวนนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ชดเชยไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะเอาผิดกับครูที่ก้อเหตุอย่างถึงที่สุด และขอให้ทางโรงเรียนทำตามข้อเรียกร้องในการกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวดทันที ไม่เช่นนั้นก็คงจะต้องมีการพิจารณาหาโรงเรียนแห่งใหม่ให้บุตรของตนเอง
ทางด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 นายพรหมมินทร์ ศรีหมื่นไวย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 ( สพท.นม.เขต 1 ) ได้เรียกประชุมด่วนคณะรองผู้อำนวยการ และหัวหน้ากลุ่มงานดูแลกำกับโรงเรียนเอกชนในสังกัด เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลงโทษเด็กนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างที่ปรากฏเกิดขึ้นอีก โดยมติที่ประชุมได้ลงความเห็นว่า ทาง สพท.นม.เขต 1 จะเรียกผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในสังกัด จำนวน 45 แห่ง เข้าอบรมและชี้แจกฏระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการลงโทษเด็ก ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างละเอียด และกำชับให้ปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด และจะแจ้งให้ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทุกแห่งได้รับทราบในการเรียกประชุมถกปัญหาการลงโทษเด็กที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.ย.นี้
นายเชษฐ์ จินดานุภาพ รองผู้อำนวยการ สพท.นม.เขต 1 ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูและโรงเรียนเอกชนในสังกัด ความคืบหน้าในการสอบสวนข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ซึ่งเบื้องต้นทาง สพท.นม.เขต 1 ยังไม่ได้รับรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากทางโรงเรียนต้นสังกัดครูโหดคนนี้ รวมถึงการกำหนดบทลงโทษ แต่ทาง สพท.นม.เขต 1 ทราบในเบื้องต้นว่าครูที่ก่อเหตุเป็นลูกจ้างของโรงเรียนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู
อย่างไรก็ตามทาง สพท.นม.เขต 1 จะทำการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งหากพบว่าไม่มีใประกอบวิชาชีพครูจริง และไม่ได้มีการขออนุญาตสอนจากทางสำนักงานเลขาครุสภาอย่างถูกต้อง ทางโรงเรียนต้นสังกัดก็จะมีความผิดและจะต้องถูกพิจารณาเปรียบเทียบปรับ ตามระเบียบของสำนักงานเลขาคุรุสภาต่อไป







