posttoday
แนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนการพูดคุยสันติภาพใน จชต.

แนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนการพูดคุยสันติภาพใน จชต.

30 ธันวาคม 2559

โดย...โคทม อารียา

โดย...โคทม อารียา

เมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค. 2559 วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิเอเซีย ได้จัดสัมมนาเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก : วาระแห่งชาติเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย อาทิตย์ ทองอินทร์ ได้นำเสนอเรื่องพื้นที่ปลอดภัยในปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยได้ศึกษาตัวแบบทางเลือกไว้ 3 ตัวแบบ คือ

ตัวแบบที่ 1 พื้นที่สาธารณะปลอดภัย โดยให้ยุติการก่อเหตุรุนแรงและปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะตลาด ถนน โรงเรียน และศาสนสถานของทุกศาสนา ตัวแบบนี้เป็นข้อเสนอของคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้

ตัวแบบที่ 2 พื้นที่ปลอดภัยภายใต้โครงการประชารัฐร่วมใจ ซึ่งเป็นโครงการของภาครัฐที่ได้เริ่มมาหนึ่งปีแล้ว โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเป็นผู้ประสานงานกับ 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน และกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ให้มา “ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ และร่วมประเมินผล” เพื่อสร้างอำเภอสันติสุข

ตัวแบบที่ 3 พื้นที่สันติ โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดพื้นที่และตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน และกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ กำกับการเคลื่อนไหวของบรรดากลุ่มผู้ติดอาวุธ ส่งเสริมการพูดคุยสานเสวนา และสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ

กษิต ภิรมย์ ได้เปิดเผยในที่ประชุมสัมมนาว่า การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเรื่องพื้นที่ปลอดภัยได้เริ่มมานานแล้ว ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้คุยกันในเรื่องนี้ โดยหวังเป็นการตรวจสอบว่าฝ่ายขบวนการต่อสู้มีศักยภาพที่จะควบคุมการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้จริงหรือไม่ ส่วนในการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับ มารา ปาตานี (ซึ่งแปลความได้ว่า “สภาที่ปรึกษาปาตานี” โดยปาตานีหมายถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของสงขลา) ซึ่งเริ่มลงนามในเดือน ก.พ. 2556 นั้น ตัวแทนรัฐบาลได้เสนอให้พูดคุยกันใน 3 เรื่อง คือ พื้นที่ปลอดภัย ความยุติธรรม และการพัฒนา ขณะที่ มารา ปาตานี มีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1) กระบวนการสันติภาพควรต้องมีสถานะเป็นวาระแห่งชาติ 2) รัฐบาลไทยควรต้องยอมรับสถานะของมารา ปาตานี ว่าเป็นองค์กรทางการเมืองของกลุ่มบุคคลผู้มีความเห็นและอุดมการณ์ที่แตกต่าง 3) คณะเจรจาของมารา ปาตานี (จำนวน 15 คน) ควรต้องได้รับสิทธิคุ้มกันต่อการดำเนินคดีทางกฎหมาย (Immunity)

หลังจากการพูดคุยสันติภาพเมื่อเดือน ต.ค. 2559 พล.ท.ชินวัฒน์ แม้นเดช หนึ่งในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐบาลไทย กล่าวถึงความคืบหน้าของการพูดคุยที่มาเลเซีย ว่า ได้มีการบรรลุข้อตกลงเรื่องพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของรัฐบาล กลุ่มมารา ปาตานี และฝ่ายทางการมาเลเซีย ซึ่งคณะทำงานในการประชุมเมื่อวันที่ 26-28 ต.ค. ได้หารือรูปแบบของพื้นที่ปลอดภัยไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) พื้นที่ปลอดภัยในแบบที่มีการกำหนดขอบเขตชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามแต่จะตกลงกัน 2) พื้นที่สาธารณะปลอดภัยตามข้อเสนอของคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ 3) การลดความรุนแรงต่อเป้าหมายบุคคล ซึ่งอาจจะพิจารณาตามกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ 4) แบบอื่นๆ ที่จะพิจารณาบนความเห็นพ้องต้องกัน

ขณะนี้มีข่าวคืบหน้าว่า ได้มีการประชุมสมาชิกของมารา ปาตานี ทั้งที่มาจากปาตานีและจากต่างประเทศ รวมทั้งจากยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12-13 ธ.ค. 2559 โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 60 คน มารา ปาตานี แถลงว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการนำเสนอและพิจารณาบทความทางวิชาการ 10 ชิ้น เพื่อทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนของมารา ปาตานี พร้อมๆ กับการกำหนดทิศทางด้านการเมืองของมารา ปาตานี ในอนาคต http://www.sanook.com/#tab-entertainment แถลงการณ์ดังกล่าวยังยืนยันว่า “ยึดมั่นที่จะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติภาพกับฝ่ายไทยเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ปาตานี” นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าจะมีการพูดคุยสันติภาพครั้งสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 19-22 ธ.ค. ที่รัฐมะละกา ซึ่งผู้เขียนหวังว่าจะมีความคืบหน้าทั้งในการทำข้อตกลงทางเทคนิค/ธุรการ และในทางเนื้อหา เช่น การร่วมมือกันในเรื่องความปลอดภัย

อย่างไรก็ดี กระบวนการสันติภาพในชายแดนใต้ยังคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร จึงขอถือโอกาสนี้นำเสนอแนวคิดบางประการในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวไว้โดยสังเขปดังนี้

1) ความขัดแย้งใน จชต. เป็นความขัดแย้งอสมมาตร (Asymmetrical) ที่ควรช่วยให้สมมาตรขึ้น โดยเอื้ออำนวยให้ฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่าสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองของฝ่ายตนได้ด้วยสันติวิธี

2) สาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งคือนโยบายบังคับกลมกลืน (Assimilation) ทางวัฒนธรรม ซึ่งควรเปลี่ยนเป็นนโยบายพหุวัฒนธรรมนิยม อันที่จริง สภาความมั่นคงแห่งชาติได้กำหนดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560-2562 โดยมีวิสัยทัศน์ มุ่งให้ “สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัย ปราศจากเงื่อนไขความรุนแรง วิถีชีวิตของทุกคนได้รับการปกป้อง พัฒนาบนพื้นฐานสังคมพหุวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน” แต่ก็ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า สังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) หมายถึงสังคมที่มีชุมชนวัฒนธรรมตั้งแต่สองชุมชนขึ้นไป แต่ถ้านโยบายยังเป็นความพยายามกลมกลืนชุมชนวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งในบางส่วนหรือทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักแล้วละก็ เรียกได้ว่าเป็นสังคมเอกวัฒนธรรมนิยม (Monoculturalist) จึงควรมีนโยบายที่ชัดเจนว่าสังคมไทยพร้อมที่จะตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยความยินดีและทะนุถนอมความหลากหลาย รวมทั้งเคารพข้อเรียกร้องทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมนิยม (Multiculturalist)

3) สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระบวนการสันติภาพไม่คืบหน้า คือการขาดความพร้อม (Readiness) จึงควรส่งเสริมเหตุปัจจัยที่ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะเจรจา โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจและสร้างความหวังว่ากระบวนการมีความคืบหน้าจริง มิใช่มีแต่ความพยายามกลับไปสู่สถานภาพเดิมก่อนหน้านี้ (Status quo ante) หรือพยายามอำพรางเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งก็คือเอกราชที่สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ 

4) ขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่เรียกได้ว่าเป็นการพูดคุยก่อนการเจรจา (Pre-negotiation) ซึ่งควรจัดการให้ดีเพื่อจะได้เข้าสู่การเจรจา ในช่วงนี้นอกจากจะต้องพยายามลดความรุนแรงแล้ว ยังควรใช้เวลาเพื่อปรึกษาหารือ/ถกแถลง/วิเคราะห์ความขัดแย้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้น เมื่อความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว ก็ควรปรึกษาหารือเบื้องต้นในเรื่องเนื้อหา เช่น การลดความไม่เป็นธรรม การจัดการผลประโยชน์ให้ลงตัวมากขึ้น (โดยลดการเลือกปฏิบัติ การลดการฉ้อฉล ฯลฯ) รวมทั้งให้มีการศึกษาทางเลือกที่เป็นไปได้และน่าจะเหมาะสมกับบริบทของ จชต. และสังคมไทยในประเด็นที่ยาก เช่น การศึกษา
พหุวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง การพัฒนาที่ยั่งยืน  ฯลฯ

5) ความขัดแย้งหลักใน จชต. เป็นเรื่องการเมืองการปกครอง เนื้อหาสำคัญของการเจรจาคือการปกครองตนเอง (Territorial self-governance TSG) จึงควรมีการกำหนดหลักการและการศึกษาเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นใน จชต. อย่างจริงจัง ว่าควรมีความเป็นอิสระ/เอกเทศ (Autonomy) มากน้อยเพียงไร จะมีการถ่ายโอนอำนาจ (Devolution) หรือกระจายอำนาจ (Decentralization) จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด และในจังหวะ ขั้นตอนและช่วงเวลาใด ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การถ่ายโอนอำนาจสู่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ไม่กลายมาเป็นการเอาเปรียบหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนส่วนน้อยในพื้นที่ หากเป็นการเคารพสิทธิของพวกเขาอย่างมีประสิทธิผลด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท