
ความเสี่ยงโลก 2017 เปิดทางทองฟื้นคืนชีพ
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ปี 2016 ที่ผ่านมา เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นปีของทองคำ หลังจากการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิตที่ได้ผลออกมาอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองทะยานขึ้นสูง อย่างไรก็ตามผลอย่างไม่คาดคิดในครึ่งปีหลังอย่างชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำถอยตัวลงไป
ทว่า หากพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่กับอารมณ์ค้างหลังเลือกตั้งไปแล้ว ราคาทองคำยังคงมีโอกาสได้ฟื้นตัวขึ้นในปี 2017 ที่จะถึงนี้ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีอยู่
หลังจากการทำประชามติออกจากอียูของอังกฤษเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ช่วยเสริมสร้างให้ราคาทองคำปรับขึ้นไปอยู่ระดับ 1,330 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี หลังจากที่ปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 20% ในช่วงก่อนเบร็กซิตจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ต่างถูกตลาดมองว่าเป็นนโยบายที่หลังชนฝา
ในช่วงครึ่งปีแรก ญี่ปุ่นปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สร้างความตระหนกให้กับตลาด และต่อมาไม่นานในเดือน มี.ค. อีซีบีประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มเป็นติดลบ 0.4% จากติดลบ 0.3% และยังขยายวงเงินซื้อคืนสินทรัพย์จากเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) เป็น 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) พร้อมขยายชนิดพันธบัตรที่จะเข้าซื้อไปยังหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคาร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งให้ตลาดอยู่ในช่วงอารมณ์ที่ไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ก่อนที่จะเผชิญกับเบร็กซิตที่ยิ่งทำให้เสริมสร้างจุดยืนเศรษฐกิจโลกทางลบให้กับนักลงทุน โดยเบร็กซิตยังเป็นตัวจุดประกายความกังวลต่อภาวะการค้าโลกและกระแสหวาดกลัวโลกาภิวัตน์ให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
แม้แต่นักลงทุนชื่อดังอย่างจอร์จโซรอส จากกองทุนโซรอส ฟันด์ แมเนจเมนต์ ยังหันไปลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐลง 37% และเอาไปลงในกองทุนบาร์ริก โกลด์ คอร์ป ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองคำแท่งรายใหญ่ที่สุดในโลกแทน และยังลงทุนใน
เอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ในขณะที่ตลาดกำลังมองไปข้างหน้าถึงการเลือกตั้งสหรัฐในเดือน พ.ย. นักลงทุนต่างฟันธงกันว่าฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตคงสามารถคว้าชัยชนะได้ตามความคาดหมายของโพลหลากสำนัก โดยฮิลลารีเป็นผู้สมัครที่คาดการณ์แนวโน้มการดำเนินนโยบายได้ง่ายกว่าทรัมป์นัก จึงไม่แปลกที่ตลาดต่างคาดการณ์ว่า หากฮิลลารีชนะจะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงกว่าอย่างหุ้นปรับขึ้น ขณะที่ทองคำปรับลง ซึ่งก็คาดเช่นกันว่าตลาดทุนจะเคลื่อนไหวไปในทิศตรงกันข้ามหากทรัมป์ชนะ
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งกลับพลิกผลสำรวจของทุกสำนัก โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกันสามารถคว้าชัยชนะมาได้เหนือความคาดหมาย ทว่าแทนที่ราคาทองคำจะปรับขึ้นตามที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ กลับปรับลดลงไปแทน และอยู่ที่ระดับ 1,160 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปิดผลการประชุมเดือนสุดท้ายในเดือน ธ.ค.
ราคาทองคำที่ปรับตัวลงสวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวทำสถิติติดต่อกันนับตั้งแต่ชัยชนะของทรัมป์ และทะลุขึ้นไปเกือบถึง 20,000 จุด เนื่องจากความคาดหวังของตลาดต่อนโยบายของทรัมป์จะเอื้อต่อภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธนาคารที่ทรัมป์จะลดความเข้มงวด และน้ำมันที่นอกจากทรัมป์ปลดล็อกการกำกับดูแลแล้ว ยังได้แรงหนุนจากการปรับลดน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) อีกด้วย
นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ที่เอื้อต่อภาคเอกชนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ภายใน 10 ปี ยังส่งผลให้เกิดความคาดหวังว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะขยายตัวขึ้นมากเกินไปจนเฟดต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างหนักในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จากความคาดหวังต่อเศรษฐกิจจะเติบโตไปลดความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของโซรอสลดสัดส่วนถือครองทองคำในกองทุนเอสพีดีอาร์และลดสัดส่วนถือครองทองคำในกองทุนบาร์ริก โดยหันไปเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แทน
อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหมดช่วงแห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะให้กับทรัมป์และหันกลับมามองปัจจัยลบอย่างจริงจังแล้ว ในปีนี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงให้นักลงทุนหันกลับมาสนใจสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
ในด้านการเมืองนั้น ยังมีการเลือกตั้งที่จะเป็นตัวชี้ชัดทิศทางคนละขั้วของกระแสชาตินิยม-ปกป้องการค้า และโลกาภิวัตน์- เปิดกว้างเสรี ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาในภาคพื้นยุโรป หลังจากการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลีมีผลให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องออกจากตำแหน่ง และเปิดทางให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดขึ้นมามีบทบาท
เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ในท้ายปี 2016 อีซีบีขยายระยะเวลาการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปจนถึงเดือน ธ.ค. 2017 แต่ลดวงเงินลงจากเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) เหลือเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) แม้เศรษฐกิจยูโรโซนในช่วงครึ่งปีหลังจะส่งสัญญาณบวก
นอกจากนี้ ในนโยบายของทรัมป์ยังมีความเสี่ยงต่อการค้าโลกในปีหน้า ด้วยนโยบายที่พร้อมจะเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐอาจทำให้การค้าโลกต้องสะดุดลงมากกว่าเดิมอีก โดยในปีนี้องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ลดคาดการณ์การขยายตัวของปริมาณการค้าจากโต 2.8% เหลือ 1.7% เท่านั้น และยังลดของปี 2017 จากคาดการณ์เดิมที่ขยายตัว 3.1% ลงมาอยู่ที่ 1.8% เท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมาจากการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในยุคทรัมป์ ซึ่งสูงสุดในรอบ 14 ปี เป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกของสหรัฐจะต้องเผชิญกับข้อเสียเปรียบในด้านอัตราแลกเปลี่ยน และจะกระทบกับอัตราการจ้างงานในภาคส่วนดังกล่าว ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง
แม้ความเสี่ยงโลกในปี 2017 นี้อาจไม่รุนแรงหรือช็อกเท่ากับคราวของเบร็กซิต แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามปัจจัยลบต่างๆ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจไปได้เลย ซึ่งภายในความเสี่ยงนั้น สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้น







