posttoday
PwC คาดตลาดโดรนทั่วโลก แตะ4.5ล้านล้านบาทภายใน4ปี

PwC คาดตลาดโดรนทั่วโลก แตะ4.5ล้านล้านบาทภายใน4ปี

29 ธันวาคม 2559

โดย...น.ส.วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา PwC Consulting (ประเทศไทย)

โดย...น.ส.วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา PwC Consulting (ประเทศไทย)

หลังธุรกิจทั่วโลกหันมาใช้เทคโนโลยีโดรนแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น ระบุโดรนนิยมมากในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร และคมนาคมขนส่ง เพราะช่วยให้เข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ร่นระยะเวลาการทำงานในพื้นที่กว้าง และประหยัดค่าใช้จ่าย ชี้กฎระเบียบในการควบคุมดูแลการใช้งานจะเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดโดรนเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตดังนั้นทาง PwC คาดว่ามูลค่าตลาด
โดรนเชิงพาณิชย์ในปี 2563 แตะ 4.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 7.2 หมื่นล้านบาท

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงรายงาน Clarity from above ที่ทำการศึกษาเทคโนโลยีโดรน (Drone) หรือ อากาศยานไร้คนขับ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้งานในเชิงพาณิชย์ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีโดรนกำลังเข้ามามีอิทธิพลกับหลายๆ อุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถทำงานแทนแรงงานมนุษย์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โดรนถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 1.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.54 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท

“ด้วยศักยภาพอันหลากหลายของโดรน ทำให้ผู้ประกอบการในหลายๆ อุตสาหกรรมพัฒนาและนำมาต่อยอดบริการเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยแก้ปัญหา หรืออุดช่องโหว่การให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันโดรนถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่การจัดส่งพัสดุ การตรวจสอบความเสียหายและประเมินความเสี่ยงพื้นที่ที่อาจเกิดภัยพิบัติในธุรกิจประกันภัย ไปจนถึงการใช้โดรนในการรดน้ำหรือหว่านเมล็ดพันธุ์พืชในฟาร์มเกษตรต่างๆ”

อนึ่ง โดรนเป็นอากาศยานแบบไร้คนขับ แต่ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมจากระยะไกล และมีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่สูง นอกจากนี้ยังสามารถจัดเก็บภาพและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยสามารถรายงานผลกลับมายังผู้ใช้ได้แบบทันท่วงที (Real time) อีกทั้งมีความปลอดภัยสูงและต้นทุนต่ำ

ทั้งนี้ ในปี 2558 PwC ได้จัดตั้งศูนย์กลางในการให้บริการเฉพาะทางเกี่ยวกับโดรนภายใต้ชื่อ “Drone Powered Solutions” ขึ้น ณ ประเทศโปแลนด์ เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผนและนำโดรนมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าตลาดโดรนสูงสุด

วิไลพร กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีโดรนได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่การใช้งานทางทหารเหมือนในอดีต โดยรายงานระบุว่า โดรนถูกนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นยุค 1980s โดยเข้ามาทดแทนการทำงานของแรงงานมนุษย์ในการฉีดยาป้องกันแมลงในนาข้าว ซึ่งในเวลานั้นเทคโนโลยีอากาศยานทางไกลยังคงมีต้นทุนสูงและมีความยุ่งยาก จากนั้นเป็นต้นมาพัฒนาการของโดรนจึงเริ่มต้นและถูกขยายขีดความสามารถเพื่อนำมาใช้งานในด้านอื่นๆ ทั้งการสำรวจ ตรวจสอบ วิเคราะห์ ประมวลผล แม้กระทั่งงานที่เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดย PwC คาดว่า 3 อุตสาหกรรมหลักที่จะมีมูลค่าตลาดโดรนเชิงพาณิชย์สูงสุด ได้แก่

1.อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโดรนสูงที่สุดถึง 4.52 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.62 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 โดยอุตสาหกรรมดังกล่าว นำโดรนมาใช้ในการบินสำรวจพื้นที่และเก็บภาพจากมุมสูงเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกก่อนนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุน (Investment monitoring) ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงการซ่อมบำรุง (Maintenance) ในจุดหรือพื้นที่ที่ทำการสำรวจยาก เช่น รอยแตกของรันเวย์ สะพาน ฯลฯ รวมถึงใช้ในการสำรวจรายการสินค้าคงคลัง (Asset inventory) ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทำให้การประมวลผลบนพื้นที่บริเวณกว้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.อุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture) คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโดรนสูงเป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 3.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.16 ล้านล้านบาท โดยโดรนถูกนำมาใช้ในการสำรวจพื้นที่การเกษตรในพื้นที่กว้างใหญ่ รวมทั้งวิเคราะห์ดินและการปลูกเมล็ดพันธุ์ รวมถึงคาดการณ์เวลาในการเก็บเกี่ยวได้อย่างแม่นยำ ด้วยความสามารถในการสร้างแผนที่ในรูปแบบ 3 มิติ (3D mapping) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ข้อมูลพืชพันธุ์และวางแผนในการเพาะปลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้โดรนยังช่วยประเมินสุขภาพของพืชพันธุ์ รวมทั้งตรวจหาแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อราได้อีกด้วย

3.อุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง (Transport) คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโดรนอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.65 แสนล้านบาท ปัจจุบันโดรนเริ่มถูกนำมาใช้ในบริการขนส่งสินค้าและพัสดุ (Last-mile delivery) แทนการขนส่งประเภทอื่น เพราะโดรนคล่องตัวสูงกว่า จึงช่วยร่นระยะเวลาในการขนส่งให้สั้นลง และสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายต่ำ โดรนยังถูกใช้ในการขนส่งชิ้นส่วนสำรอง รวมไปถึงยาและอาหาร

นอกจากนี้ โดรนยังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง โดยนำโดรนมาใช้บันทึกภาพมุมสูงแทนการใช้เครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ อุตสาหกรรมประกันภัยนำโดรนมาใช้ในการตรวจสอบ การประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ และความปลอดภัยของทรัพย์สิน ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ใช้โดรนในการสำรวจพื้นที่เหมืองแทนแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ความท้าทายที่รออยู่ของโดรนอย่างไรก็ดี แม้ว่าทั่วโลกจะมีการนำเอาเทคโนโลยีโดรนมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญในระยะข้างหน้า คือ การออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้โดรนที่โปร่งใสและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการใช้รวมถึงพื้นที่ที่มีการอนุญาตให้ใช้โดรน และมีข้อควรปฏิบัติเพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพจากการใช้โดรนให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์สูงสุด

“ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณของบริษัทผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องการจะทดสอบและนำโดรนไปใช้กับธุรกิจของตน แต่ยังมีความกังวลในเรื่องของตัวบทกฎหมาย ฉะนั้นกฎระเบียบข้อบังคับจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการควบคุมดูแลโดรนที่จะถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ และผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” วิไลพร กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ PwC ระบุว่า โปแลนด์ถือเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการใช้โดรนเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เมื่อปี 2556 โดยนักบินโดรนในโปแลนด์ต้องผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากสำนักงานการบินพลเรือน ผ่านการตรวจร่างกายที่ถูกต้อง และทำประกันภัยสำหรับความเสียหายอันเกิดแก่ร่างกาย ชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินของบุคคลที่ 3 นอกจากนี้ต้องมีใบอนุญาตและเข้าใจข้อบังคับการบินต่างๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่า การใช้โดรนเพื่อธุรกิจจะเป็นไปอย่างถูกต้อง รัดกุม และปลอดภัยแก่ทุกฝ่าย

สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน วิไลพร กล่าวว่า โดรนไม่เพียงถูกนำมาใช้เฉพาะหน่วยงานภาครัฐเพื่อการทหารและการป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ถูกนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมจึงได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558

“การที่หน่วยงานภาครัฐออกกฎควบคุมการใช้งานโดรนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะช่วยจัดระเบียบรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมของโดรนแต่ละประเภท รวมทั้งคุณสมบัติของนักบินและข้อบังคับการบิน ซึ่งน่าจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุและทำให้ตลาดโดรนในเมืองไทยขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในอนาคต ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ควรนำโดรนมาช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงสินค้าและบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทและนักลงทุนในการนำโดรนมาใช้ต่อยอดและพัฒนาธุรกิจเพิ่มมากขึ้น” วิไลพร กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท