
เหยื่อน้ำท่วมโวยรัฐบาลช่วยเหลือล่าช้า
ชาวบ้านกรุงเก่าโวย เดือดร้อนหนักรัฐทำงานล่าช้า จี้เร่งช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม
ชาวบ้านกรุงเก่าโวย เดือดร้อนหนักรัฐทำงานล่าช้า จี้เร่งช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ร้องเรียนว่า ขณะนี้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอุทกภัยน้ำท่วม เนื่องจากทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.พระนครศรีอยุธยได้ทำการสำรวจและรายงานผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นไปด้วยความล่าช้า รายงานเนื้อหาสาระไม่ครบแสดงให้เห็นว่าไม่ใส่ใจในการรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยรายงานระบุว่าน้ำท่วมใน 4 เท่านั้น คือ อ.ผักไห่ , อ.เสนา ,อ.บางปะอิน และ อ.ภาชี รวม 27 ตำบล 216 หมู่บ้าน
ทั้งนี้ในความเป็นจริงในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งและน้ำในที่ตกลงมาอย่างหนักท่วมในหลายอำเภอ โดยอำเภอที่ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ไม่อยู่ในรายงานความเสียหาย เช่นอ.บางบาล อ.บางซ้าย อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.อุทัย
นอกจากนี้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อ้างว่าทางอำเภอยังไม่ส่งรายงานความเสียหายมาเท่านั้นสำหรับความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน พบว่าตัวเลขไม่สัมพันธ์กับรายงาน โดย รายงานความเสียหายของบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเพียง 2,128 หลังเท่านั้น อันเป็นตัวเลขจาก อ.ผักไห่ 790 หลัง และ อ.เสนา 1,338 หลัง
ส่วนอำเภอที่ในรายงานระบุว่าน้ำท่วม คือ อ.บางปะอิน ท่วม 91 หมู่บ้าน และอ.ภาชี ระบุท่วม 66 หมู่บ้าน กลับไม่มีรายงานยอดสรุปความเสียหายของบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเข้ามา ทั้งๆ ที่ข้อมูลในรายงานระบุชัดว่าเกิดน้ำท่วมในชุมชนแล้วซึ่งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อ้างเช่นเดิมว่าทางอำเภอส่งรายงานความเสียหายมาเท่านี้การทำงานที่ล่าช้าและไม่ทันต่อเหตุการณ์ทำให้ประชนต่างสงสัยว่า จ.พระนครศรีอยุธยา มีเหตุน้ำท่วมทุกปีแต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ชำนาญการในการทำงานรวบรวมความเสียหายเพื่อรายรานสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันได้
ทางด้านพ.ต.ท.ธวัชชัย กุลทอง พนักงานสอบสวน สภ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตรวจสอบสภาพศพของนางละเอียด สำราญผล อายุ 77 ปี จมน้ำตายอยู่ใต้ถุนบ้านเลขที่ 21 ม.5 ต.ผักไห่ อ.ผักไห่ ที่มีระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร เพราะว่าระดับน้ำจากลำคลองยางมณีที่รับน้ำเหนือหลากจากแม่น้ำน้อย มีระดับสูงไหลเข้าท่วมชุมชน โดยนางละเอียดลงไปเก็บของที่ใต้ถุนบ้านและเกิดเป็นลมขณะลุยน้ำท่วมจนเสียชีวิต
ขณะที่ชาวบ้านในเขต อ.อุทัย ที่ถูกน้ำท่วมพื้นที่นาปรังกว่า 10,000 ไร่ในเขต ต.หนองไม้ซุง และ ต.สามบัณฑิตต้องสูบน้ำที่ท่วมขังอยู่ออกจากแปลงข้าวนาปรังและบางรายตั้งเครื่องสูบน้ำมา 4-5 วันแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะน้ำในคลองทั่วไปในระดับสูง
นายโป่ง บุญมีมา อายุ 46 ปี ชาวนาจาก ต.สามบัณฑิต อ.อุทัย กล่าวว่า เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่มีจำนวนมากไหลเข้าท่วมนาข้าวแต่สิ่งที่ชาวนาเป็นห่วงมากกว่านี้คือ ไม่สามารถที่จะระบายน้ำออกจากแปลงนาได้เพราะน้ำในลำคลองทั่วไปมีระดับสูงมาก และชาวนาก็ต้องตั้งเครื่องสูบน้ำกันตลอดทั้งวัน
ล่าสุดพบปัญหามีโจรออกขโมยลักเครื่องสูบน้ำของชาวนา ทำให้ชาวนาหลายคนต้องหาอุปกรณ์ เช่น มีด และไม้คอยป้องกันตัวและทรัพย์สินโดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ทางการเกษตรทั้งกลางวันและกลางคืนที่ต้องออกมาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนา
นางสมบูรณ์ คงประโยชน์ อายุ 59 ปี ชาวนาจาก ต.หนองไม้ซุง อ.อุทัย กล่าวว่า นาปรังเสียหายหมด เพราะว่าพื้นที่นากลายเป็นทะเลไปแล้วไม่รู้จะสูบออกกันอย่างไร น้ำมันมากมายโดยน้ำในคลองก็เต็มแทบล้นคันดินริมคลอง อย่างไรก็ตามที่ประชุมการแก้ไขน้ำท่วมในเขต อ.อุทัย ระบุว่าน้ำในทุ่งนามีระดับสูงซึ่งชาวนาต้องเร่งสูบน้ำออกจากแปลงนาของตนเองแต่ติดปัญหาน้ำในคลองสาขาทั่วพื้นที่แปลงเกษตรและชุมชนมีระดับสูงมากมากและน้ำไม่มีทางที่จะไหลหรือระบายไปที่ไหนได้ ทำให้การสูบน้ำจากแปลงนาลงลำคลองเป็นไปด้วยลำบาก
อย่างไรก็ตามที่ประชุมเสนอให้เปิดประตูน้ำวัดกระสังข์ อ.อุทัย เพื่อระบายน้ำจากทุ่ง อ.อุทัย ทั้งหมด ผ่านคลองข้าวเม่าลงแม่น้ำป่าสัก แต่จากการสำรวจพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก มีระดับสูงเช่นกัน จึงทำให้ยังไม่สามารถหาวิธีการระบายน้ำไปที่ไหนได้เพราะทั่วทุกแห่งมีระดับน้ำที่สูง







