posttoday
ยุโรปยังไหวรับปี 2017 ลุยวิกฤตแบงก์-การเมือง

ยุโรปยังไหวรับปี 2017 ลุยวิกฤตแบงก์-การเมือง

29 ธันวาคม 2559

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในรอบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยุโรปได้เผชิญความผันผวนมาอย่างหนักหลายระลอก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก นับตั้งแต่การลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือ เบร็กซิต ไปจนถึงการลาออกของนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี หลังแพ้การลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการจัดการเลือกตั้งใน 3 ประเทศยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ในปี 2017 ซึ่งปลุกความวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นตามมา

อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปในปีหน้าคงจะไม่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด โดยเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับขึ้นคาดการณ์ของกลุ่มประเทศยูโรโซนปี 2017 จาก 1.4% ขึ้นเป็น 1.6% โดยระบุว่า เบร็กซิตนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจยูโรโซนในทันที

“ความไม่แน่นอนของกระบวนการออกจากอียูของอังกฤษเป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และหากการเจรจาออกมาในด้านบวกจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวในระยะสั้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้” โออีซีดี ระบุ โดยอังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาถอนตัวจาก
อียูภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า ซึ่งจะมีกำหนดเจรจาแล้วเสร็จภายใน 2 ปี หรือภายในช่วงต้นปี 2562

หลังผ่านช่วงเบร็กซิตไปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในยุโรปยังคงต้องมีการจับตาไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งเป็นการเปิดทางให้พรรคการเมืองขวาจัดเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ด้านเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 6.5% ของยูโรโซน จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 15 มี.ค. ขณะที่เยอรมนีที่เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยูโรโซน คิดเป็นสัดส่วน 29% ของเศรษฐกิจยูโรโซนนั้น มีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปราวเดือน ส.ค.-ต.ค.ปีหน้า โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองการจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น หลังคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ที่ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 45% จาก 67% เมื่อปีที่แล้ว จากนโยบายเปิดรับผู้อพยพ

ด้านฝรั่งเศสนั้น ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประกาศไม่ลงชิงตำแหน่งผู้นำประเทศในการเลือกตั้งปีหน้า แม้ มานูเอล วาลส์ อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นตัวแทนพรรครัฐบาลสู้ศึกเลือกตั้ง แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ความนิยมของวาลส์ไม่น่าจะสู้กับ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ พรรคขวาจัดของฝรั่งเศส และ ฟรองซัวส์ ฟิยง จากพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมได้ โดยฝรั่งเศสซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจ 21% ของยูโรโซน จะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 23 เม.ย. และวันที่ 7 พ.ค. ขณะที่มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาอีกครั้งในเดือน มิ.ย.

แม้กระแสพรรคการเมืองชาตินิยมฝ่ายขวามาแรงมากตลอดทั้งปี 2016 แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายขวาจะชนะการเลือกตั้งเสมอไป โดยในการเลือกตั้งซ่อมของออสเตรียเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. อเล็กซานเดอร์ วอน เดอร์ เบลเลน จากพรรคกรีน ที่มีจุดยืนสนับสนุนอียู เอาชนะ โนเบิร์ต โฮเฟอร์ ผู้นำพรรคฟรีดอม ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพไปได้

หากผลการเลือกตั้งในปีหน้าไม่ก่อความผันผวนทางการเมืองมากจนเกินไปนัก เศรษฐกิจยุโรปไม่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง โดยธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ได้เตรียมการตั้งรับความเสี่ยงต่างๆ ไว้แล้ว ด้วยการประกาศขยายเวลามาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2017 ออกไปจนถึงเดือน ธ.ค.ปีเดียวกัน พร้อมเริ่มปรับลดวงเงินคิวอีลงจาก 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีหน้า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยไม่ให้ตลาดพันธบัตรตึงตัวเกินไป และชะลอการขาดพันธบัตรที่จะเข้าซื้อ

ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนเองฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนเมื่อเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ซึ่งปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2014 โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนปี 2017 จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.4% ขณะที่อัตราว่างงานในประเทศกลุ่มยูโรโซนและอียูมีแนวโน้มปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวดีขึ้น ปัญหาเรื้อรังที่กดดันภาคธนาคารยุโรปก็เริ่มค่อยๆ คลี่คลายลง หลังดอยช์แบงก์ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมนีและในยุโรป ประกาศยอมความกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ โดยยอมจ่ายค่าปรับ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 2.6 แสนล้านบาท) จากคดีจำหน่ายตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐปี 2008

ก่อนหน้านี้ การสั่งปรับดอยช์แบงก์เมื่อเดือน ต.ค.ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) สร้างความหวาดหวั่นว่าภาคธนาคารยุโรปอาจประสบวิกฤตครั้งใหญ่ เนื่องจากดอยช์แบงก์อาจประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนนำไปสู่ภาวะล้มละลาย หากไม่สามารถต่อรองลดค่าปรับในขณะนั้นได้ โดยก่อนหน้านี้ ดอยช์แบงก์ต้องเสียค่าปรับจากคดีความต่างๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปั่นอัตราดอกเบี้ยไลบอร์ ที่ต้องจ่ายค่าปรับไปถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.65 หมื่นล้านบาท) ในปีที่แล้ว และการปั่นราคาทองคำและเงินในปีนี้ แต่ไม่มีการเปิดเผยจำนวนค่าปรับที่แน่ชัด ประกอบกับการที่ธนาคารมีความสามารถในการทำกำไรน้อยลง จากอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.4% ของอีซีบี รวมถึงจากความซบเซาทางเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลก

ด้านธนาคารเครดิตสวิส แบงก์พาณิชย์รายใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ธนาคารได้บรรลุหลักการเบื้องต้นเพื่อจ่ายค่าปรับ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) ให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเพื่อยอมความในคดีเดียวกัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตของภาคธนาคารอิตาลีมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงน้อยลง หลังรัฐบาลอิตาลีอนุมัติเงินช่วยเหลือ 2 หมื่นล้านยูโร (ราว 7.51 แสนล้านบาท) ให้กับธนาคารบังกา มอนเต เด ปาสกี ดิ เวียนา (บีเอ็มพีเอส) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดลำดับ 3 ของอิตาลีและเป็นธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หลังธนาคารประกาศเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ว่า จะขาดสภาพคล่องในอีก 4 เดือนข้างหน้า หากไม่ได้รับเงินทุนก้อนใหม่ และทางธนาคารล้มเหลวในการระดมทุนเองในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภาคธนาคารอิตาลีเผชิญปัญหาหนี้เสียที่สูงถึง 3.6 แสนล้านยูโร (ราว 13 ล้านล้านบาท) ซึ่งทำให้บรรดาแบงก์กลายเป็นธนาคารซอมบี้ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ โดยบีเอ็มพีเอสถือเป็นจุดอ่อนที่สุดในบรรดาธนาคารอิตาลี เนื่องจากทำผลงานได้แย่ที่สุดจากแบบทดสอบความเสี่ยงของภาคธนาคาร หรือที่เรียกว่า สเตรสเทสต์ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาของอีซีบี

การที่รัฐบาลอิตาลีเสนอเงินช่วยเหลือบีเอ็มพีเอส จะปูทางให้รัฐสามารถเข้ามาจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคธนาคารได้ดียิ่งขึ้น เช่น ผลักดันการปรับโครงสร้างธนาคารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หลังจากที่ภาคธนาคารไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เอง 

ในภาพรวมแล้ว แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องมีการจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่ยุโรปคงไม่ประสบวิกฤตครั้งใหม่ในปี 2017 และน่าจะสามารถประคับประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไปได้ตลอดปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท