posttoday
ปฏิรูปสิทธิรักษาพยาบาลอืด คลังเสี่ยงเหลื่อมล้ำเพิ่ม

ปฏิรูปสิทธิรักษาพยาบาลอืด คลังเสี่ยงเหลื่อมล้ำเพิ่ม

29 ธันวาคม 2559

ปัญหาความเหลื่อมล้ำลงรากลึกสังคมไทยมานาน แม้ว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามหยิบยกปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ปัญหาความเหลื่อมล้ำลงรากลึกสังคมไทยมานาน แม้ว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามหยิบยกปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติที่จะขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ลดน้อยถอยลง แต่ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมายิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยยิ่งโป่งพองขึ้น โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเอง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามจะเลี่ยงมาใช้คำว่า ประชารัฐ หรือรัฐสวัสดิการก็ตาม

นโยบายของรัฐบาลทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำบานปลายมากขึ้น และกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ คือ ระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยยังมีประเด็นความเหลื่อมล้ำอยู่หลายประการ รวมถึงด้านประสิทธิภาพของระบบ คุณภาพการรักษาพยาบาล รวมถึงความเหลื่อมล้ำการจ่ายของผู้ใช้บริการ

ปัญหาโรงพยาบาลต่างๆ ขาดแคลนหมอและเครื่องมือการแพทย์ หรือภาพที่คนป่วยไม่มีเตียงนอนจะต้องนอนตามพื้นโรงพยาบาล รวมถึงข่าวการขอรับบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ
โรงพยาบาลต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารงานด้านสาธารณสุขของประเทศ ดูงบประมาณแต่ละปีด้านสาธารณสุขปีละ 2-3 แสนล้านบาท “เงินไม่พอ” หรือการ “บริหารจัดการไม่ดี”

แม้ว่าสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานของสังคมไทยถือว่ามีการพัฒนาระบบสาธารณสุขดีมากขึ้น โดยปัจจุบันไทยมีระบบการรักษาพยาบาลแบ่งเป็น 3 ระบบใหญ่ คือ

1.ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ที่เกิดขึ้นโดยยึดหลักการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนจะได้รับตามรัฐธรรมนูญ ใช้แหล่งเงินจากงบประมาณของรัฐบาล (ภาษี) อยู่ภายใต้การดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ครอบคลุมประชากร 47 ล้านคน โดยไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล

2.ระบบประกันสังคม เกิดจากหลักคิดเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสังคมให้แก่ลูกจ้าง พนักงานเอกชน เป็นระบบที่ครอบคลุมเฉพาะตัวลูกจ้างไม่รวมคู่สมรสและบุตร มีแหล่งเงินจากการสมทบ 3 ฝ่าย คือ นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐบาล 2.5% ใช้การจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัว ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกโรงพยาบาลคู่สัญญาหลักได้อย่างเสรี ครอบคลุมผู้เอาประกันตนที่เป็นลูกจ้างและพนักงานบริษัทเอกชนประมาณ 11 ล้านคน อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

3.ระบบสวัสดิการข้าราชการ หรือกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่รัฐจัดให้เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ครอบคลุมสิทธิการใช้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน สามารถเลือกใช้บริการในสถานบริการของรัฐทุกแห่ง เป็นการจ่ายตามปริมาณการใช้บริการหรือแบบปลายเปิด และใช้ระบบเบิกจ่ายตรง ผู้ป่วยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า มีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบโดยใช้แหล่งเงินจากภาษี ครอบคลุมข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐและบุคคลในครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน

ถึงแม้ว่าความเป็นมาของแต่ละกองทุนมีความเป็นมาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญที่จำเป็นต้องบูรณาการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรม

ประเด็นของความเหลื่อมล้ำอยู่ที่การออกแบบระบบ เช่น รูปแบบการจ่าย อัตราการจ่าย รวมทั้งรายการรักษาและสิทธิประโยชน์ย่อมมีความแตกต่างกัน แต่ก็เกิดคำถามในกลุ่มผู้ประกันตน ถึงความเป็นธรรม ด้านการจัดสวัสดิการ เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่จะต้องจ่ายเงินเข้าสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อที่จะได้สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล แต่ดูเหมือนว่าการบริการที่ได้รับแทบจะไม่มีความแตกต่างหรือมีความรู้สึกว่าด้อยกว่าหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) ที่ไม่ต้องจ่ายเงิน

ขณะที่กองทุนประกันสังคมและกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัว ส่งผลให้อัตราการจ่ายมีความแตกต่างกันมาก โดยในปีงบประมาณ 2559 กองทุนหลักประกันสุขภาพ ใช้งบประมาณ 1.65 แสนล้านบาท และเพิ่มเหมาจ่ายรายหัว 3,028 บาท จากเดิม 2,895 บาท/คน/ปี ในขณะที่กองทุนประกันสังคมมีงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 2,500 บาท/คน/ปี

ส่วนกองทุนสิทธิสวัสดิการข้าราชการมีงบประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 1.5 หมื่นบาท ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอีก 2 กองทุน ซึ่งกระทรวงการคลังพยายามที่จะผลักดันว่าจ้างให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารจัดการโดยอ้างว่าภาคเอกชนจะมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ก็ถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก

สิ่งที่ทุกคนก็ต้องยอมรับให้ได้ ประชาชนแต่ละคนมีสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน ในฐานะของสมาชิกของแต่ละกองทุนแต่ละประเภท ที่แต่ละกองทุนมีกฎหมาย และการออกแบบและการจ่ายที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!! แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 3 กองทุนนี้ แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

ในที่สุด... จากปัญหานโยบายของภาครัฐเอง ทำให้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังที่เผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่มากขึ้น

“รัฐบาลเสี่ยงกับปัญหาภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น”

จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะส่งผลให้รายจ่ายสวัสดิการสังคมด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นจากประมาณ 4.8 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2556 เป็น 5.3 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2557 และในปี 2606 จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 18 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.7% 

“นี่คือสัญญาณอันตรายต่อสถานการณ์ภาวะการคลังและความเสี่ยงด้านสวัสดิการสังคม”

 ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาปฏิรูปสิทธิการรักษาพยาบาลและลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจังแล้ว หากรัฐบาลยังมัวหลงผิดกับนโยบายประชานิยมหรือรัฐสวัสดิการ ในขณะที่ภาวะการคลังไทยยังไม่เข้มแข็ง แล้วในที่สุดจะกลายเป็นระเบิดเวลาของประเทศและยิ่งทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำยิ่งกว้างขึ้น ตอกย้ำให้ประชาชนเกิดความแตกแยกเห็นความไม่ยุติธรรมในสังคมมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท