
ทรัมป์-เฟดกดดัน เอเชียส่อเบี้ยวหนี้
สิงคโปร์จ่อเป็นชาติแรกเผชิญผิดนัดชำระหนี้ปีหน้า หลังทรัมป์-เฟดกดดันเอกชนทั่วเอเชีย
สิงคโปร์จ่อเป็นชาติแรกเผชิญผิดนัดชำระหนี้ปีหน้า หลังทรัมป์-เฟดกดดันเอกชนทั่วเอเชีย
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างบรรดานักวิเคราะห์ว่า เอกชนในเอเชียมีแนวโน้มประสบปัญหาสถานะการเงินและการจัดการหนี้สิน เนื่องจากปัจจัยลบ 2 ประการ คือ นโยบายกีดกันการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยสิงคโปร์จะเป็นประเทศแรกๆ ที่ประสบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาภาคส่วนชิปปิ้งและโภคภัณฑ์เป็นหลัก
ทั้งนี้ ในปีนี้เอกชนสิงคโปร์มีการผิดนัดชำระหนี้รวมกัน 5 แห่ง หมายรวมถึง ซไวเบอร์ โฮลดิงส์ และสวิสโก โฮลดิงส์ บริษัทน้ำมันโดยรวมผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้เกือบ 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 2.45 หมื่นล้านบาท) นอกจากภาคส่วนดังกล่าว ด้านเคพีเอ็มจี บริษัทตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ เปิดเผยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์ก็น่ากังวล หลังราคาอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปรปรับลงในรอบมากกว่า 7 ปี เมื่อช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน แกรแฮม มาร์ติน หัวหน้าฝ่ายปรับโครงสร้างของเคพีเอ็มจี บริษัทตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ สาขาสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า การผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นในหมู่บริษัทน้ำมันและชิปปิ้งทั่วเอเชีย ซึ่งรวมถึงเอกชนในไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ด้วยเช่นกัน หลังจากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่และราคาโภคภัณฑ์ตกต่ำ
ด้านบลูมเบิร์ก ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้น 17% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. แต่ยังคงถูกกว่าครึ่งหนึ่งของราคาในปี 2557 ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์อื่นๆ ยังคงถูกกว่าจุดสูงสุดเมื่อครั้งก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551
ขณะที่โดยรวมแล้วเอกชนเอเชียจะถึงกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐมากถึง 7.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ในปีหน้า หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2559
ทั้งนี้ ทรัมป์ให้สัญญาจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน ซึ่งจะกระทบต่อกระแสการค้าและกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเอเชีย ขณะที่แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีหน้า จะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากเอเชีย และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นกระทบกับความสามารถชำระหนี้ในเอเชีย
“ทั่วเอเชีย เราจะได้เห็นเอกชนเผชิญความยากลำบากในการจัดการรับมือกับทางธนาคาร หรือหุ้นกู้ หรือหนี้” มาร์ค แฟร์แบร์น หัวหน้าฝ่ายปรับโครงสร้างและรับมือสถานการณ์พิเศษภาคพื้นเอเชีย ของบริษัทกฎหมายดีแอลเอ ไปเปอร์ สาขาฮ่องกง กล่าว







