
มหาวิทยาลัยกับวิสาหกิจเพื่อสังคม (จบ)
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
มหาวิทยาลัยยูซีแอลมีโครงการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยดำเนินการผ่านแผนงานธุรกิจของยูซีแอล โครงการดังกล่าวดำเนินการอยู่ในกลุ่มนำร่องของสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม
มหาวิทยาลัยยูซีแอลกำหนดนิยามของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่า คือ “ธุรกิจที่ตอบสนองการแก้ปัญหาของสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยนำผลกำไรกลับไปลงทุนในชุมชนหรือกลับเข้าสู่การลงทุนในธุรกิจนั้น”
อาจารย์ของยูซีแอลที่ประสงค์จะเริ่มต้นทำธุรกิจในรูปของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยนำผลงานวิจัยของตนไปต่อยอด สามารถรับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาแผนธุรกิจ การดำเนินการทางกฎหมายเพื่อก่อตั้งบริษัทหรือทำนิติกรรมอื่นๆ ขอคำแนะนำในการวัดผลกระทบต่อสังคมและการหาผู้ลงทุน
ด้านสังคม
มหาวิทยาลัยยูซีแอลมีการดำเนินงานร่วมกับกองทุนสนับสนุนนักนวัตกรรมสังคมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับหลายองค์กร ได้แก่ เฮลท์บ็อกซ์ (Healthbox) นัมเบอร์โฟร์กู๊ด (Number4Good) กองทุนการเคหะแทรฟฟอร์ด (Trafford Housing Trust) และโครงการนักนวัตกรรมการดูแลสุขภาพของบริษัท แจนส์เซน (Janssen Healthcare Innovation) กองทุนดังกล่าวให้การสนับสนุนโครงการนักนวัตกรรมสังคมด้านสุขภาพ (Health Social Innovators’ Program หรือ HSIP) ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจด้านสังคม (Social ventures) ในระยะเริ่มต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ในระบบบริการสุขภาพ
ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ เป็นระบบหลักประกันสุขภาพของอังกฤษที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเริ่มดำเนินการครอบคลุมทั้งประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2491 โดยรัฐบาลพรรคแรงงาน นำโดยนายกรัฐมนตรีคลีเมนต์ แอตลี ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษหลังสงครามในยุโรปยุติลง การเลือกครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลซึ่งเป็นวีรบุรุษสงครามที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งราวสองเดือนสูงถึงร้อยละ 83 แต่กลับพ่ายแพ้ยับเยินแก่คลีเมนต์ แอตลี ซึ่งมีคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เชอร์ชิลพลิกล็อกพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายปฏิรูปสวัสดิการสังคมของพรรคแรงงาน เนื่องจากเชื่อว่าประเทศกำลังเผชิญวิกฤตทางการคลัง แม้ชนะสงคราม แต่ต้องใช้เงินไปมากมายกับสงคราม และต้องใช้เงินอีกมากมายในการฟื้นฟูบูรณะประเทศ ขณะที่ คลีเมนต์ แอตลี ประกาศชัดเจนว่าจะปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมอย่างครบวงจร ทั้งสวัสดิการที่อยู่อาศัย สวัสดิการแรงงาน และโดยเฉพาะคือสวัสดิการด้านรักษาพยาบาล
หลังได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคแรงงานสามารถดำเนินการตามสัญญาที่ประกาศไว้ในระหว่างการหาเสียงอย่างค่อนข้างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียงสามปีก็สามารถดำเนินการด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ นับเป็นประเทศแรกในโลกที่ให้สวัสดิการรักษาพยาบาลได้ครอบคลุมประชาชนทุกคน และอย่างมีคุณภาพ ที่สำคัญสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ โดยใช้จ่ายเงินราวร้อยละ 9.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเท่านั้น
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้อังกฤษทำได้เช่นนั้น เพราะมุ่งนโยบายสร้างสันติภาพ เปิดทางให้ประเทศอาณานิคมต่างๆ เป็นอิสระ เช่น อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา จึงแทนที่จะต้องใช้เงินไปทำสงครามเพื่อรักษาอาณานิคมไว้ ก็สามารถนำเงินไปฟื้นฟูบูรณะประเทศ และสร้างระบบสวัสดิการสังคมได้อย่างมั่นคง เข้มแข็ง สร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนได้อย่างชัดเจนและยั่งยืน
แตกต่างจากฝรั่งเศส ที่ยังคงดำเนินนโยบายรักษาอาณานิคม ทั้งในแอฟริกาและเอเชีย นอกจากต้องสูญเสียเงินทองไปมากมายแล้ว ในที่สุดยังต้องพ่ายแพ้อย่างอัปยศ เช่นที่เดียนเบียนฟูในเวียดนาม
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามและถูกบังคับให้ยุติการสร้างกองทัพ ก็สามารถฟื้นฟูบูรณะประเทศ และสร้างระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลดูแลคนทั่วประเทศสำเร็จในปี 2504 เพียง 16 ปี หลังความพินาศย่อยยับจากสงคราม ประเทศไทยใช้เวลาหลังจากนั้นอีก 40 ปี จึงเริ่มดำเนินการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำเร็จในปี 2544 และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบโดยประกาศ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพได้ในปีต่อมา คือปี 2545
อังกฤษปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำเร็จในปี 2491 โดยกลไกสำคัญคือ ยกเลิกบริการภาคเอกชนทั้งหมด สร้างระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือเอ็นเอชเอสขึ้น และหน่วยงานดังกล่าวก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนเป็นหน่วยราชการที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีปัญหาจากความใหญ่โตเทอะทะขององค์กร แต่เพราะเป็นกลไกที่ยังสามารถทำงานได้ผลดี และมีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถ “รื้อปรับระบบ” ได้เหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ ในสมัยของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ซึ่งดำเนินการรื้อปรับระบบ ยุบ ซอย และขายหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจไปมากมาย แต่เอ็นเอชเอสยังคงดำรงอยู่ เพราะประสบการณ์จากสหรัฐเป็นบทเรียนด้านกลับชัดเจนที่บริการส่วนใหญ่อยู่ในมือเอกชน แม้โรงพยาบาลเอกชนในสหรัฐโดยมากจะเป็นประเภทไม่มุ่งผลกำไร แต่ระบบใหญ่ที่ถูกครอบงำโดยภาคเอกชน ทำให้สหรัฐต้องใช้เงินเพื่อดูแลสุขภาพถึงร้อยละ 17.9 ของจีดีพี หรือราวเกือบ 2 เท่าของอังกฤษ แต่ยังมีประชากรราว 40-50 ล้านคน ที่ไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ
การที่เอ็นเอชเอสมีขนาดใหญ่โตเทอะทะ รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะให้บุคลากรของเอ็นเอชเอสออกไปเป็นผู้ประกอบการโดยรับงานบางอย่างไปทำในรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม กองทุนนักนวัตกรรมสังคมเพื่อสุขภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ โครงการของมหาวิทยาลัยยูซีแอลได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นเงิน 6 แสนปอนด์ จากกองทุนบ่มเพาะทางสังคมจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีกิจการที่เข้าร่วมโครงการนี้ในรอบแรก อาทิ โครงการ Goshawk Communications ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาเครื่องช่วยฟังให้แก่คนไข้แต่ละราย โครงการ Hear Today ช่วยเด็กที่มีปัญหาการได้ยินให้เรียนได้ดีขึ้น







