posttoday
สิทธิรักษาข้าราชการ

สิทธิรักษาข้าราชการ

27 ธันวาคม 2559

โดย...รุจิระ บุนนาค

โดย...รุจิระ บุนนาค

สิทธิการรักษาพยาบาลถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนไทยทุกคน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ (1) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลประชาชนทั่วไป (2) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดูแลผู้ประกันตน และ (3) กรมบัญชีกลาง ดูแลข้าราชการกับผู้อาศัยสิทธิเบิก

ค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐเบิกได้เต็มตามที่จ่ายจริง ทั้งคนไข้ในและคนไข้นอก ค่ายาเบิกได้ไม่เกินที่ใบเสร็จรับเงินระบุว่าเป็น “ค่ายาที่เบิกได้” หรือ “ค่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หรือ “ค่ายาในบัญชียาของสถานพยาบาล” หรือ “ค่ายานอกบัญชียา” แต่สถานพยาบาลออกหนังสือรับรองให้ว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยานั้น ค่าอวัยวะเทียม ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษา และค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียม
เบิกได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด นอกจากนี้ยังมีค่าเตียงสามัญ ค่าอาหาร สิทธิการตรวจสุขภาพประจำปี

การที่รัฐให้สิทธิทั้งตัวข้าราชการเอง และผู้อาศัยสิทธิ เพราะเงินเดือนข้าราชการไม่สูง รัฐจึงต้องมีการจูงใจ เพื่อบุคคลที่มารับราชการยอมรับเงินเดือนที่ไม่สูง แต่สวัสดิการครอบคลุมถึงบุคคลในครอบครัว

จากข้อมูลของกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2556-2559 ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิเบิกเพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขของยอดเบิกจ่ายสิ้นปีงบประมาณ 2556 คือ 6.2 หมื่นล้านบาท โดยสิ้นปี 2559 ยอดเบิกจ่ายอยู่ราว 6.8 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่าเพียง 4 ปี ตัวเลขเพิ่มถึง 6,000 ล้านบาท และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจทะลุแสนล้านบาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นมากเรื่อยๆ จนรัฐบาลอาจไม่สามารถรับผิดชอบได้ (ปีงบประมาณ 2560 มีการจัดสรรที่ 6 หมื่นล้านบาท)

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากกรมบัญชีกลางเพิ่มสิทธิประโยชน์การเบิกค่ายา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำกลับไปใช้ที่บ้าน นอกเหนือจากการวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs-Diagnosis Related Groups) การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต การปรับปรุงค่าทันตกรรม การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีแพทย์แผนไทย สาเหตุรองมาจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างประชากรไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลมีภาระที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้น

ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่างต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดิน ต่างกันที่วิธีการจ่ายเงิน คือ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นระบบปลายปิด คือ ใช้ได้เฉพาะในวงเงินงบประมาณที่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่ระบบสวัสดิการรักษาข้าราชการเป็นแบบปลายเปิด แม้มีการตั้งงบประมาณล่วงหน้า แต่ในระหว่างปีงบประมาณหากไม่เพียงพอสามารถเบิกจ่ายจากงบกลางได้ ทำให้ยอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้น

การที่ข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิเบิกสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่สถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ ไม่ได้บังคับว่าแต่ละคนจะต้องเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแต่เพียงที่เดียว ทำให้ตรวจสอบยาก สํานักกำกับและพัฒนาการตรวจสอบภาครัฐได้สุ่มตรวจสอบ และพบว่าฐานข้อมูลของผู้มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละส่วนราชการไม่เป็นปัจจุบัน มีการหมุนเวียนเข้ารับการรักษาตามสถานพยาบาลต่างๆ หลายที่เพื่อรับยาโดยซ้ำซ้อน คนไข้บางรายมีการเบิกยาเกิน บางครั้งแพทย์เองจ่ายยาเกินความจำเป็น ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้มารักษาไม่ใช่ผู้ป่วยจริง ซึ่งทั้งสถานพยาบาลและแพทย์ผู้ตรวจอาจไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่มาพบแพทย์เป็นคนคนเดียวกับเจ้าของบัตร ทำให้ในปัจจุบันสถานพยาบาลหลายแห่งได้หาวิธีการควบคุมและสามารถตรวจสอบโดยการติดรูปถ่ายของผู้ป่วย นับได้ว่าสามารถตัดช่องทางการทุจริตได้บ้าง

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีข้อดี คือ ดูแลคุ้มครองข้าราชการกับครอบครัวได้อย่างกว้างขวาง ส่วนข้อเสีย คือ แม้มีการจัดทำทะเบียนข้อมูล แต่การตรวจสอบกลไกการเบิกจ่ายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่าย เพราะยังไม่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง จึงมีนโยบายควบคุมค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิเบิก ด้วยการโอนภาระหน้าที่ให้บริษัทประกันชีวิตดูแลแทนกรมบัญชีกลาง โดยเป็นการเอางบประมาณมาทำประกันค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกันชีวิตให้ข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิเบิกไปเบิกกับบริษัทประกันชีวิตแทนการเบิกจากรัฐ เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีที่สามารถควบคุมค่ารักษาพยาบาลได้

เมื่อเป็นเรื่องใหม่ จึงมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มองว่า อาจทำให้ต้องเสียสิทธิบางประการที่มีอยู่ไป เพราะบริษัทประกันชีวิตส่วนมากจะมีรูปแบบ คือ เมื่อรักษาหายให้ผู้ป่วยกลับบ้าน และหากอายุเกิน 60 ปี หรือเป็นโรคจะไม่รับประกัน ประกอบกับเมื่อค่าใช้จ่ายสูงถึงในระดับหนึ่งจะหยุดจ่าย

ฝ่ายที่ให้การสนับสนุน มองว่า บริษัทประกันชีวิตมีทั้งบุคลากรที่บริหารจัดการอย่างดีเป็นมืออาชีพ น่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

ทั้งนี้ หากรัฐบาลพิจารณาและประเมินผลว่าการให้บริษัทประกันชีวิตจัดการ จะสามารถประหยัดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นแต่ละปี ถือเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ต้องไม่ตัดสิทธิหรือทำให้สิทธิเดิมของข้าราชการและผู้อาศัยสิทธิเบิกที่มีอยู่ลดน้อยลง

สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่พิจารณาว่าสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นสินค้า การบริหารของการประกันสุขภาพที่ดีต้องไม่แสวงหาผลกำไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท