
เขย่ารัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน เพิ่มแรงขับศก.ปีหน้า
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
รัฐบาลตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจปี 2560 ชัดเจนว่าต้องขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 4-5% แม้ว่ากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประเมินว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.2-3.3% นั้น หมายความว่ารัฐบาลมีแผนและมาตรการเสริมอีกจำนวนมากที่จะออกมาผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้เต็มศักยภาพ
ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งลงทุนภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจในการพยุงเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และจะใช้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดันเศรษฐกิจปีหน้าให้โตได้เต็มความสามารถ ดังนั้นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้มากตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หลังจากรัฐบาลทำงบประมาณกลางปี 2560 เพิ่มเติมอีก 1.9 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในกลุ่มจังหวัดและกองทุนหมู่บ้านประมาณ 1.6 แสนล้านบาท รวมกับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกประมาณ 4 แสนล้านบาท และการลงทุนของภาคเอกชนที่คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่าอีก 2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ 4% ซึ่งเป็นขั้นต่ำของเศรษฐกิจที่โตได้เต็มศักยภาพ
สอดคล้องกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ออกมาเปิดเผยว่า งบลงทุนรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2560 มีจำนวน 3.7 แสนล้านบาท และมีโครงการที่ยังไม่มีความพร้อมและอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณาให้ลงทุนได้เร็วขึ้นอีก 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า
เอกนิติ กล่าวว่า เป้าหมายการเบิกจ่ายลงทุนปีหน้าจะต้องขยายตัวได้มากกว่าปี 2559 ที่ 10% เพราะส่วนนี้มีความสำคัญกับการช่วยให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้มาก ส่วนเป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายให้ได้ 95% ของงบลงทุนทั้งหมด เป็นเพียงตัววัดการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านมาอัตราการเบิกจ่ายสูงเพราะมีการลดเป้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ทำให้ไม่เป็นประโยชน์เศรษฐกิจ
หากดูการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปี 2559 โดยเฉพาะในช่วงท้ายของปี เดือน พ.ย. 2559 เบิกจ่ายได้ 2.6 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 36% เมื่อรวม 2 เดือนในปีงบประมาณ 2560 (เดือน ต.ค.-พ..ย. 2559) มีการเบิกจ่าย 4.27 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่ม 32% เป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงท้ายของปีที่มีสัญญาณอ่อนตัวให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คาดว่าทั้งปี 2559 รัฐวิสาหกิจจะเบิกจ่ายได้ทั้งหมด 2.4 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% ส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งปีให้ขยายตัวได้สูงกว่า 3% ช่วยชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ขยับ และการส่งออกที่ยังขยายตัวติดลบเพราะเศรษฐกิจโลกยังผันผวน
อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา มีทั้งที่ทำได้ดีและไม่เข้าเป้าจะเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผ่านมาและในอนาคตปีหน้า ตัวอย่างเช่น การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2559 ที่ผ่านมา ในส่วนที่ทำผลงานได้ดีมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เบิกจ่าย 120% การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เบิกจ่าย 100% และการประปาส่วนภูมิภาค เบิกจ่าย 99% ของงบลงทุน ส่งผลดีกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ก็ยังมีรัฐวิสาหกิจบางแห่ง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เบิกจ่ายได้เพียง 49% เนื่องจากโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มีความล่าช้ากว่าแผน และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังเบิกจ่ายได้น้อย 53% เป็นผลมาจากรถไฟทางคู่มีความล่าช้า ซึ่งกระทบทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุดลงไป
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบดาบให้ สคร. เสนอผลงานการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งให้ประธานและกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไปพิจารณาให้ความดีความชอบ รวมถึงคาดโทษกับผู้บริหารหรือซีอีโอของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีหน้า เพราะไม่มีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจคนไหนอยากสอบตก หรือถูกประเมินผลงานไม่ผ่าน จากการเบิกจ่ายได้ช้าและต่ำกว่าเป้าที่ถูกกำหนดไว้ ทำให้ในปีหน้าผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งให้ความสำคัญกับการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นอันดับต้นๆ ของการทำงานทั้งหมด
นอกจากเรื่องเร่งการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจแล้ว รัฐบาลยังตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งได้มีการจัดตั้งกองทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการระดมทุนก้อนโตให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไปลงทุนในโครงการใหม่ ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนรัฐวิสาหกิจในปีหน้า โดยที่ไม่เป็นภาระงบประมาณและการกู้เงินของประเทศเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เสริมแข็งแกร่งฐานะของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจลงทุนได้เต็มศักยภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจและมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยถึง 7 แห่ง ปรากฏว่าหลายแห่งมีฐานะที่ดีขึ้น เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กำลังได้พิจารณาให้ออกจากแผนฟื้นฟู จะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของธนาคารลดต่ำลง มีความสามารถปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
หรือจะเป็นการฟื้นฟูฐานะของการบินไทย ผลการดำเนินล่าสุดไตรมาส 3 ปี 2559 กลับมามีกำลังจากที่ก่อนหน้านี้ขาดทุนจำนวนมาก ทำให้การบินไทยขยายการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการ ส่งรายได้ให้กับประเทศ เพื่อไปใช้ลงทุนในโครงการอื่นที่มีอีกจำนวนมาก
ทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญของการลงทุนรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คงยังไม่เพียงพอทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้เต็มศักยภาพ 4-5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้







