
ปีแห่งการเผชิญความจริง ปัจจัยเสี่ยงยังรุมเร้าศก.โลก 2560
หลังจากปีแห่งความเซอร์ไพรส์ 2559 ใกล้จะผ่านพ้นไป ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีใหม่ 2560 ก็อาจจะยังไม่ใช่ปีที่จะคาดหวังอะไรได้มากนัก เพราะนี่จะเป็น “ปีแห่งการเผชิญหน้ากับความจริง” ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มต้นบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ สหราชอาณาจักร ซึ่งนำโดยอังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) และกระแสชาตินิยมที่จะทดสอบการเลือกตั้งในยุโรป ขณะที่เอเชียจะต้องรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐที่เปลี่ยนไป รวมถึงจีนที่ยังอยู่ในโหมดทรงตัว ภาวะน้ำมันโลกดีดตัวกลับ ยุคของดอกเบี้ยขาขึ้น และความผันผวนของตลาดทุน
หลังจากปีแห่งความเซอร์ไพรส์ 2559 ใกล้จะผ่านพ้นไป ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีใหม่ 2560 ก็อาจจะยังไม่ใช่ปีที่จะคาดหวังอะไรได้มากนัก เพราะนี่จะเป็น “ปีแห่งการเผชิญหน้ากับความจริง” ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มต้นบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ สหราชอาณาจักร ซึ่งนำโดยอังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) และกระแสชาตินิยมที่จะทดสอบการเลือกตั้งในยุโรป ขณะที่เอเชียจะต้องรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐที่เปลี่ยนไป รวมถึงจีนที่ยังอยู่ในโหมดทรงตัว ภาวะน้ำมันโลกดีดตัวกลับ ยุคของดอกเบี้ยขาขึ้น และความผันผวนของตลาดทุน
ในด้านมุมมองเชิงบวกนั้น หน่วยงานทางเศรษฐกิจบางสำนัก เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้ปรับขึ้นคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3.3% หรือเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมเพียงเล็กน้อย 0.1% เพราะแม้ว่าการค้าและการลงทุนน่าจะยังคงอ่อนแรงอยู่ แต่ก็จะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังแทน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐในหลายประเทศ
สำหรับกลุ่มเสาหลักของโลก โออีซีดีคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมระหว่างประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐจะขยายตัวได้ 2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.1% เพราะแผนการทุ่มลงทุนมหาศาลของทรัมป์ พร้อมปรับขึ้นคาดการณ์ของกลุ่มประเทศยูโรโซนจาก 1.4% ขึ้นเป็น 1.6% เพราะเบร็กซิตเป็นเรื่องระยะยาวที่ยังไม่เห็นผลทันที นอกจากนี้ยังขึ้นคาดการณ์ของญี่ปุ่นจาก 0.7% เป็น 1% ขณะที่จีนนั้น แม้ว่าน่าจะขยายตัวได้ 6.4% จากที่คาดไว้เดิม 6.2% แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าของปี 2559 นี้
ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ยังคงมีมุมมองภาพรวมในเชิงบวกกับเอเชียแปซิฟิก เพราะเชื่อว่าจะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะหนุนการส่งออกสินค้าและบริการให้โตได้ 1% จาก 0.4% ในปีนี้ อีกทั้งหลายประเทศยังดึงดูดการลงทุนได้อีกมาก ส่วนการขยายตัวของจีนที่ชะลอตัวลงนั้นไม่น่าห่วงมากนัก เพราะมาจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สอดคล้องกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่มองว่าเศรษฐกิจเอเชียยังแข็งแกร่งพอจะต้านทานความผันผวนของโลกได้ และคงจีดีพีปีหน้าไว้ที่ 5.7% ขณะที่ธนาคารเครดิตสวิส คาดการณ์เอเชียไว้ที่ 5.9%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวิลด์แบงก์เชื่อมั่นในเศรษฐกิจอเมริกา คือ การส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยปีหน้ามากขึ้นกว่าที่คิดไว้เดิม รวมเป็น 3 ครั้ง หรือ 0.75% ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะได้รับการกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่ของทรัมป์ตามคาด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี และการยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ซึ่งจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวไปเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้
อย่างไรก็ดี หลายสำนักเศรษฐกิจกระทั่งโออีซีดีก็ยังเห็นพ้องว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ต้องระวังอยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยง “การกีดกันทางการค้า” จากรัฐบาลของทรัมป์
ว่าที่คณะรัฐมนตรีและทีมงานของทรัมป์เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในฟากการค้าที่ตั้ง วิลเบอร์ รอสส์ มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ร่วมขับเคลื่อนแนวคิด “อเมริกามาก่อน” (America First) และตั้ง ปีเตอร์ นาวาร์โร นักเศรษฐศาสตร์และนักวิพากษ์จีนตัวยง ขึ้นเป็นประธานสภาการค้าแห่งชาติของทำเนียบขาว การแต่งตั้งคนทั้งคู่ที่มีแนวทางต่อต้านจีนเหมือนกัน ทำให้มองกันว่าสหรัฐจะใช้ไม้แข็งกับจีนมากขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ “สงครามการค้า” โดยจีนนั้นเริ่มส่งเสียงสะท้อนแล้วทั้งผ่านหนังสือพิมพ์ของทางการ แสดงความผิดหวังถึงสัญญาณในเชิงลบครั้งนี้ และยังหันมาเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ
ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงในปีหน้าเพียง 2 ครั้ง เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันเรื่องค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่า และคาดว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติมาตรการต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การลดภาษีนิติบุคคล และโครงการลงทุน ซึ่งจะยังไม่เห็นผลกับเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากนักก่อนปี 2561 นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้า จนนำไปสู่การตอบโต้ของประเทศ อื่นๆ และกระทบต่อเศรษฐกิจในที่สุด โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีหน้าจะขยายตัวได้ 1.9%
ขณะที่ฝ่ายวิจัยของธนาคารโนมูระ คาดการณ์ว่า แรงกดดันให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงนั้นจะยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในปี 2560 เนื่องจากการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายของเฟด ขณะที่การใช้นโยบายควบคุมเงินทุนไหลออกของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ จะเป็น 1 ใน 10 ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีหน้า เพราะแผนลงทุนของทรัมป์ที่จะทยอยออกมา จะยังคงทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้น และหนุนค่าเงินเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าต่อ
สำหรับฟากยุโรปนั้น อังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาถอนตัวจากอียูภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า แม้จะเป็นการคุยยาวที่มีกำหนดเจรจาแล้วเสร็จภายใน 2 ปี หรือภายในช่วงต้นปี 2562 แต่ระหว่างการเจรจาอาจมีปัญหาที่ไม่ลงรอยเกิดขึ้น จนกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจยุโรป
ขณะที่การขยายตัวของพรรคการเมืองขวาจัดและการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะยังเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องจับตาของยุโรป หลังจากที่เกิดเบร็กซิตไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีอิตาลีแพ้การลงประชามติ เปิดทางให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ขยายมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ออกไปอีกจนถึงสิ้นปี 2560 เพื่อตั้งรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แม้จะลดวงเงินคิวอีลงเหลือ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ก็ตาม ขณะที่ความกังวลเรื่องสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในยุโรปเริ่มลดลงบ้างแล้ว หลังจากที่ดอยช์แบงก์ จ่ายค่าปรับยอมความกับสหรัฐในคดีซับไพรม์น้อยกว่าวงเงินที่คาดไว้ในเบื้องต้นราวเท่าตัว อยู่ที่ 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 2.6 แสนล้านบาท)







