
ถอดสมการผลโหวต สก./สข.
...ทีมข่าว กทม.
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการนับคะแนนการเลือกตั้ง สก. สข. ผลคะแนนที่ออกมามีทั้งผู้ชนะ ผู้พ่ายแพ้ การพลิกล็อกล้มแชมป์ และมีผู้สมัครทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่หมุนเวียนเข้ามานั่งในสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) หลายที่นั่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คว้าชัยชนะได้ทั้งสิ้น 45 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย (พท.) 15 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระอีก 1 ที่นั่ง ส่วนผู้สมัครจากพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่ตำแหน่งเดียว
nการเมืองกระแสหลักปัจจัยหนุนคะแนน
กล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง สก. สข. ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ
“ตัวบุคคล” เป็นสำคัญ เหตุเพราะ สก.ต้องสร้างความสัมพันธ์และคลุกคลีใกล้ชิดกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนคุ้นเคยและมองเห็นผลงาน ขณะเดียวกันกระแสความนิยมของ “พรรคการเมือง” ก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย โดยเฉพาะในท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการแบ่งขั้วเลือกข้าง ทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าจะเข้ามาคลี่คลายบรรยากาศลงได้ผลจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้สนามเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. มีแนวโน้มที่จะตกเป็นของ ปชป.อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อเทียบกับปี 2549 ที่ สก.ปชป.ได้รับเลือกตั้ง 34 คน เพิ่มเป็น 45 คน ขณะที่ พท.ถูกชิงพื้นที่ไปหลายเขต จากเดิมที่มี สก.อยู่ 18 คน เหลือเพียง 15 คน
นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้ง สข. 36 เขต ทาง ปชป.ยังได้รับเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 210 คน จากเดิมได้ 185 คน ส่วน พท.ได้รับเลือกเพียง 39 คน จากเดิมที่มีอยู่ 62 คน ซึ่งนับว่าร่อยหรอลงไปมาก
สำหรับผลการเลือกตั้ง สก.อย่างไม่เป็นทางการ พบว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของตำแหน่งเดิมยังสามารถครองพื้นที่ของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ขณะเดียวกันก็มีการพลิกโผโค่นแชมป์เก่าจนถูกเบียดตกเก้าอี้ถึง 4 เขต ได้แก่
เขตบึงกุ่ม แชมป์เก่าคือ นายกษิณ พุกรักษา จาก พท. ต้องเสียแชมป์ 3 สมัยให้กับนายแมน เจริญวัลย์ ผู้ท้าชิงจาก ปชป. โดยแพ้คะแนนหลุดลุ่ย 21,043 ต่อ 16,138 คะแนน
เขตจตุจักร 2 ของอดีตแชมป์ 1 สมัย น.ส.วิลาวัลย์ ธรรมชาติ จาก พท. ต้องปราชัยให้กับนายอนันตชาติ บัวสุวรรณ์ ผู้สมัครจาก ปชป. ด้วยคะแนนห่างกันฉิวเฉียด 453 คะแนน
เขตสายไหม 1 พื้นที่ของนางปวีณา หงสกุล พท. ซึ่งส่งนายเอกภาพ หงสกุล น้องชาย ลงสมัครแทนลูกชายคือ นายษุภมน หงสกุล หุตะสิงห์ แชมป์เก่า 2 สมัย ผลปรากฏว่า ต้องเสียเก้าอี้ให้กับ น.ส.รัตติกาล แก้วเกิดมี ผู้สมัครหน้าใหม่จาก ปชป. ที่เบียดชนะไปเพียง 184 คะแนน หรือ 13,218 ต่อ 13,034 คะแนน
เขตดอนเมือง 2 ของนางกนกนุช นากสุวรรณ อดีต สก.ปชป. 1 สมัย ต้องพ่ายให้กับนางพิมพ์ชนา โหสกุล ภรรยาของนายการุณ โหสกุล สส.กทม. ขาใหญ่เจ้าของพื้นที่ดอนเมือง โดยมีการระดมขุนพลจากพรรคไปช่วยหาเสียงอย่างเข้มข้น ทั้งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค พท. และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้าย
นอกจากนี้ ในเขตเลือกตั้งใหม่ที่งอกขึ้นมาอีก 5 เขต (เดิม สก.มี 57 เขต เพิ่มเป็น 61 เขต) ก็ตกเป็นของ ปชป.ถึง 4 เขต ได้แก่ เขตบางกะปิ 1 เขตบางขุนเทียน 1 เขตประเวศ 1 และเขตคลองสามวา 2 ส่วน พท.คว้าได้เพียง 1 ที่นั่งคือ เขตลาดกระบัง 2
สำหรับอดีต สก.หลายคนที่ย้ายพรรคก็ทำให้เกิดการพลิกโผในหลายเขต ได้แก่ เขตคลองสาน เดิมเป็นของ น.ส.สายรุ้ง ปิ่นโมรา อดีต สก.ปชป. 4 สมัย แต่การลงสมัครครั้งนี้ได้ย้ายไปสังกัดพรรค ก.ม.ม. ซึ่งแม้จะมีดีกรีแชมป์เก่าครองพื้นที่มานาน แต่ก็พ่ายแพ้ให้แก่นายสมชาย เต็มไพบูลย์ ผู้สมัครจาก ปชป. ด้วยคะแนน 9,590 ต่อ 7,706 คะแนน
เขตดุสิต พื้นที่ของนายศิริพงษ์ ลิมปิชัย อดีต สก.พท. ถูกท้าชิงโดยนางบุศกร คงอุดม อดีต สก.กลุ่มคนรักบางซื่อ ที่ย้ายข้ามห้วยมาลงสมัครในเขตดุสิต ในนาม ปชป. แต่ถึงจะเป็นบุตรสาวคนตระกูลดัง ก็ยังไม่อาจเรียกคะแนนจากชาวดุสิตได้ พ่ายแพ้ให้กับแชมป์เก่า ด้วยคะแนน 14,160 ต่อ 11,837 คะแนน
เขตปทุมวัน แชมป์เก่าคือนางเมธาวี ธารดำรงค์ สก.ปชป. แต่มีเหตุขัดแย้งกับคู่แข่งในพรรคเดียวกันเองที่ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ น.ส.อุไร อนันตสิน ลงสมัครในนาม ปชป. ทำให้นางเมธาวีต้องหันไปลงสมัครในนามอิสระ และผลสุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานกระแสพรรคได้ พ่ายแพ้ไป 6,4463 ต่อ 4,092 คะแนน
nคนกรุงนอนหลับทับสิทธิ
สถิติที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้า แม้ก่อนหน้านี้ กทม.จะพยายามโหมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด แต่คนกรุงส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นเท่าที่ควร ทั้งที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองโดยตรง
จากสถิติการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 ส.ค. พบว่า มียอดผู้มาใช้สิทธิเพียง 1,702,845 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,139,075 คน หรือคิดเป็น 41.14% ต่ำกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 คือ 41.94% หรือลดลงจากเดิม 0.80% สะท้อนถึงความไม่ตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัด กทม. ยอมรับว่า จากการตระเวนตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งต่างๆ พบว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิต่ำกว่าที่คาด จากเดิม กทม.ตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเกิน 50%
นายเจริญรัตน์ ยืนยันว่า การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ของ กทม.ไม่ได้ล้มเหลว ที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างจริงจัง ทั่วถึง และต่อเนื่อง มีการใช้สื่อรณรงค์หลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนหนึ่งประชาชนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองที่มีความขัดแย้ง รวมถึงความไม่น่าสนใจของตัวผู้สมัคร และการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ อาจไม่สามารถดึงดูดให้ประชาชนออกมาเลือกตั้ง เห็นได้จากจำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนมากถึง 105,061 หรือคิดเป็น 6.17%
ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า มีสาเหตุอะไรที่ทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันน้อย แต่จะต้องมีการทบทวนและวิเคราะห์วิจัยอย่างจริงจัง เพื่อหาสาเหตุว่าอะไรทำให้ประชาชนนอนหลับทับสิทธิ
ขณะที่นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิน้อย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเบื่อการเมือง แต่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของ สก. สข. ขณะที่ นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มองว่า หากประชาชนไม่ยอมออกมาใช้สิทธิ เพราะเบื่อหน่ายปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่งสัญญาณไม่ดีต่อระบบการเมืองของประเทศ







