
ศาสนากับประชานิยม
ในขณะที่ประเด็นการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ในไทย ล่าสุดหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์กไทมส์” ได้รายงานเรื่องนี้ในมุมของวัดอีกรูปแบบหนึ่งในประเทศไทย ที่ซึ่งมรรค 8 สามารถไปด้วยกันได้กับเงินเดือนเลข 6 หลัก หรือพุทธศาสนาสามารถไปด้วยกันได้กับความมั่งคั่ง
ในขณะที่ประเด็นการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ในไทย ล่าสุดหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์กไทมส์” ได้รายงานเรื่องนี้ในมุมของวัดอีกรูปแบบหนึ่งในประเทศไทย ที่ซึ่งมรรค 8 สามารถไปด้วยกันได้กับเงินเดือนเลข 6 หลัก หรือพุทธศาสนาสามารถไปด้วยกันได้กับความมั่งคั่ง
รายงานเริ่มต้นด้วยการเกริ่นถึงสถานที่แห่งนี้ว่า เป็นวัดสำหรับประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยมีทั้งความสะอาด ดูเรียบง่าย ไฮเทค และไม่อายต่อการสวดมนต์เพื่อให้ร่ำรวย ซึ่งที่วัดแห่งนี้มีตู้เอทีเอ็มกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมหน้าจอที่ขึ้นว่า “ทางลัดสู่การทำบุญ”
ด้วยแนวทางคำสอนที่เข้ากับทางโลกและไม่เน้นเรื่องพิธีกรรมมากเกินไป วัดพระธรรมกายซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จึงสามารถดึงดูดสาวกได้เป็นจำนวนมาก และความนิยมนี้ก็ทำให้รัฐบาลและองค์กรสงฆ์ต่างไม่สบายใจ
นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ทางจิตวิญญาณของสังคมและการเคลื่อนที่ทางเศรษฐกิจอันสั่นคลอนประเทศไทย ภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในยุค 80 ได้สร้างกลุ่มชนชั้นกลางผู้มั่งคั่งขึ้นมา ทว่าการทำเงินกลับไม่สอดคล้องกับหลักการของศาสนาพุทธ จึงจำเป็นต้องหาบางสิ่งที่ความมั่งคั่งจะสามารถบรรจบกับพุทธศาสนาได้
ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากหลักคำสอนเดิมที่ให้ละทิ้งซึ่งความร่ำรวย วัดพยายามสร้างพุทธศาสนารูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับทุนนิยมและความมั่งคั่ง เปรียบเหมือนกระบอกเสียงของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่อาศัยอยู่ในเมืองที่กำลังแสวงหารูปแบบใหม่ที่พุทธศาสนาสามารถเป็นได้
พระภาสุระ ทันตมโน หัวหน้ากององค์กรระหว่างประเทศ วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พระองค์สอนในเรื่องทางสายกลาง แต่ในสังคมนั้นมีความแตกต่างกันหลายระดับ นักธุรกิจหรือชาวนาย่อมตีความหมายของทางสายกลางแตกต่างกัน
ในมุมมองของวัดนั้นเชื่อว่าความนิยมในวัดพระธรรมกายซึ่งมีสาวกเป็นจำนวนมากสร้างความไม่สบายใจให้กับทางการ ผู้คนกลัวว่าหากมีคนในวัดมากจนเกินไปอาจจะเป็นภัยคุกคามได้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการไทยวางแผนเข้าตรวจค้นวัดหลายครั้ง รวมไปถึงการขู่ว่าจะวางกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจับกุมพระธัมมชโย ทว่าการขู่ให้กลัวแล้วถอยออกมาก็เป็นเหมือนแนวปฏิบัติพื้นฐานในไทยไปแล้ว นับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2010 ไปจนถึงการตรวจค้นวัดป่าหลวงตามหาบัว จ.กาญจนบุรี เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
นิวยอร์กไทมส์ได้ปิดท้ายถึงความเห็นของสาวกวัย 34 ปี จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ยังคงยึดมั่นในวัดแห่งนี้ ซึ่งทำให้พบความหมายของการดำรงชีวิตอยู่ และสาวกรายนี้ยังชื่นชมเรื่องความสะอาดและมีระเบียบภายในวัด ซึ่งเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ และต่างไปจากเมื่อครั้งที่ตนเองได้เดินทางมาสัมผัสประเทศไทย







