
"กลาโหม"เตรียมเดินหน้าตั้งโรงงานผลิตอาวุธปี60
กลาโหมตั้งเป้าตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เองในปี60 เล็งใช้พื้นที่ทหาร นครสวรรค์-สัตหีบ เล็งร่วมเอกชน ผลิตเพื่อส่งออก
กลาโหมตั้งเป้าตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เองในปี60 เล็งใช้พื้นที่ทหาร นครสวรรค์-สัตหีบ เล็งร่วมเอกชน ผลิตเพื่อส่งออก
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เป็นรูปธรรมในปี 2560 ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยมี พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล ปลัดกลาโหม ร่วมด้วย
พล.อ.อุดมเดช กล่าวระหว่างเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เป็นรูปธรรมในปี 2560 เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนองตอบนโยบายผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ต้องการผลักดันการดำเนินอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เกิดขึ้นรูปธรรมชัดเจน ในปี 2560 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้สามารถวิจัยพัฒนา มุ่งไปสู่การผลิตในการใช้ในราชการและขายในเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคงและลดภาระงบประมาณในการนำเข้าจากต่างประเทศ
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในปี 2560 นี้ มี 3 ประเด็นหลักคือ 1.การบูรณาการการผลิตและการรวมการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ผลิตในกระทรวงกลาโหม และกำหนดรายการยุทโธปกรณ์ที่จะให้ภาคเอกชนภายในประเทศเป็นผู้ผลิต
2.การเสนอรายการยุทโธปกรณ์ที่กองทัพได้รับต้นแบบไปวิจัยและทดลองใช้งานและสำเร็จตามวัตถุประสงค์และกำหนดเป็นรายการที่จะจัดหาจากในประเทศ ในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพหรือในแผนพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ
3.การร่วมกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรกลางที่เป็นผู้กำหนดและรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ
นอกจากนี้ยังมี แนวทางดำเนินการต่อการตั้งโรงงานประกอบหรือผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยุทโธปกรณ์ ร่วมกับมิตรประเทศที่ไทยมีแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์นั้นมาประจำการในกองทัพ โดยอาจศึกษาจากวิธีการที่คู่มิตรประเทศได้ทำมาแล้วเป็นต้น
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ผลการสัมมนาในครั้งนี้และ จะมีครั้งต่อไปในวันที่ 25 ม.ค.2560 ต้องเห็นผลรูปธรรมชัดเจนเพื่อให้ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหารนำผลการสัมมนาเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขออนุมัติให้ทุกหน่วยของกระทรวงกลาโหมได้ปฏิบัติตามเคร่งครัด เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบความสำเร็จตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม
พล.อ.อุดมเดช ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานสัมมนาว่า ถือเป็นนโยบายรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ต้องการให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความก้าวหน้า ซึ่งที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในหลายๆ เรื่องเข้าสู่การผลิตยุทโธปกรณ์ใช้เองในกองทัพสำเร็จ เช่น อากาศยานไร้คนขับ อุปกรณ์ด้านการสื่อสาร เครื่องตัดสัญญาณ ปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตร แต่ยังขาดความชัดเจนเรื่องอื่นๆ ต้องปรับปรุงสอดคล้องกับการพัฒนามีความก้าวหน้ามากขึ้น เช่น ระบบต่างๆ ต้องเชื่อมต่อเพื่อผลิตใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ หรือเป็นประโยชน์ส่งออกจาย นำงบประมาณเข้าประเทศของเรา
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า มีแนวโน้มจะจัดตั้งโรงงาน ประกอบชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ในไทย เนื่องจากไทยมีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ หลายอย่าง และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วน หากเราสามารถร่วมกับมิตรประเทศและผลิตเองได้ ค่าใช้จ่ายลดลงและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และหากผลิตได้มากก็ส่งออก จำหน่ายเพื่อได้งบประมาณกลับมา และยังส่งเสริมการวิจัยพัฒนาในส่วนของกองทัพเองรวมถึงเอกชน
เมื่อถามว่า ปัจจุบันยุทโธปกรณ์ของประเทศจีนที่ใช้ในกองทัพมีจำนวนเท่าไหร่และมีแนวโน้มจัดซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ ถึงต้องตั้งโรงงานงานผลิตชิ้นส่วน พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า มีทั้งที่ซื้อมาแล้ว แต่การจัดซื้อเพิ่มเติมนั้นเป็นเรื่องแผนพัฒนาของแต่ละเหล่าทัพ ว่าต้องการอะไร ต้องพิจารณาดูความเหมาะสม
ส่วนจะซื้อจากประเทศไหนนั้น ต้องมาดูประเทศไหนที่ผลิตมาแล้วมีขีดความสามารถสูง คุ้มค่างบประมาณที่ต้องเสีย และมีการคัดเลือก จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นประเทศไหน เพราะเหล่าทัพพิจารณาเอง ในส่วนกระทรวงกลาโหมก็จะดูความเหมาะสม
ทั้งนึ้มีความเป็นไปได้ว่า ยุทโธปกรณ์ของประเทศใดที่ไทยซื้อมาเป็นจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีชิ้นส่วนอะไหล่เอง ก็ควรจะทำได้เอง และการดำเนินการต้องร่วมกับมิตรประเทศที่เรานำยุทโธปกรณ์เข้ามา ว่าจะสนับสนุนเกื้อกูลอย่างไรที่ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เอง
ส่วนพื้นที่ตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนนั้น อยู่ในรายละเอียดการสัมมนาครั้งนี้ ต้องหารือกัน เนื่องจากกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพมีความพร้อม มีพื้นที่ทั้งในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศตั้งโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น นครสวรรค์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต้องดูความชัดเจนอีกครั้ง และอาจตัององพิจารณาพื้นที่อื่นๆ ด้วยกรณีต้องร่วมกับภาคเอกชน ต้องดูความเหมาะสมว่าเป็นพื้นที่ใด ต้องพูดคุยกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป และในปี 2560 นี้ต้องการให้ผลิตบางอย่างใช้เองอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตอบรับจากเหล่าทัพถึงประสิทธิภาพการใช้งาน จะได้เข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบต่อไป







