posttoday
ค่าเสียโอกาส

ค่าเสียโอกาส

20 ธันวาคม 2559

หลังพ้นกำหนดวันที่ 19 ธ.ค. บริษัทเอกชนที่ชนะประมูลจัดซื้อรถเมล์ปรับอากาศเชื้อเพลิงเอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. 489 คัน กว่า 3,340 ล้านบาท บริษัท เบสท์ริน จะต้องส่งแผนมอบรถเมล์เอ็นจีวี โดยขั้นตอนจากนี้ ทาง ขสมก.ต้องดำเนินการตามลำดับขั้นของสัญญา หากวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ไม่มีการทยอยส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี ขสมก.คงต้องส่งหนังสือเตือนจนถึงเดือน ก.พ.ปีหน้า ถึงจะยกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ห้ามบริษัท เบสท์ริน เข้าประมูลงานของรัฐ นอกจากนี้ในการคิดค่าปรับ อยากจะให้ ขสมก.ต้องบวกค่าเสียโอกาสตามแผนฟื้นฟูกิจการของ ขสมก.เข้าไปด้วย

หลังพ้นกำหนดวันที่ 19 ธ.ค. บริษัทเอกชนที่ชนะประมูลจัดซื้อรถเมล์ปรับอากาศเชื้อเพลิงเอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. 489 คัน กว่า 3,340 ล้านบาท บริษัท เบสท์ริน จะต้องส่งแผนมอบรถเมล์เอ็นจีวี โดยขั้นตอนจากนี้ ทาง ขสมก.ต้องดำเนินการตามลำดับขั้นของสัญญา หากวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ไม่มีการทยอยส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี ขสมก.คงต้องส่งหนังสือเตือนจนถึงเดือน ก.พ.ปีหน้า ถึงจะยกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ห้ามบริษัท เบสท์ริน เข้าประมูลงานของรัฐ นอกจากนี้ในการคิดค่าปรับ อยากจะให้ ขสมก.ต้องบวกค่าเสียโอกาสตามแผนฟื้นฟูกิจการของ ขสมก.เข้าไปด้วย

ตามที่ ขสมก.แจ้งว่า บริษัท เบสท์ริน ผู้ชนะประมูลรถปรับอากาศเอ็นจีวี ไม่ได้ส่งหนังสือชี้แจงแผนการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน มาให้ตามที่ตกลงกันไว้ 19 ธ.ค. และหากวันที่ 29 ธ.ค.นี้ บริษัท เบสท์ริน ไม่ส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีมาให้ จะต้องโดนปรับวันละกว่า 8.31 ล้านบาท (ค่าปรับวันละ 1.7 หมื่นบาท/คัน คูณกับ 489 คัน) โดย ขสมก.จะส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปแล้วก่อนหน้านี้

หลังจากนั้น วันที่ 5 ม.ค.และวันที่ 12 ม.ค.ปีหน้า จะส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ถ้าหากยังไม่มีการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี และเมื่อ ขสมก.ทยอยหักเงินที่บริษัทเบสท์ริน วางมัดจำไว้ 330 ล้านบาทหมด ก็จะดำเนินการยกเลิกสัญญาทันทีในวันที่ 12 ก.พ. 2560 หรือต้องใช้เวลากว่า 2 เดือน ถึงจะยกเลิกสัญญาได้หากไม่มีการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีในวันที่ 29 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

ท่ามกลางการผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวีของบริษัทเบสท์รินให้กับ ขสมก.ดังกล่าว เป็นที่ทราบกันว่าเป็นผลมาจากกรมศุลกากรของประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า รถเมล์เอ็นจีวีที่จะนำเข้ามาดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามข้อตกลงของเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา ที่หากมีการนำเข้าสินค้าในระหว่างสมาชิก 10 ประเทศ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนประกอบ 40-60% จะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าระหว่างกัน แต่จากการตรวจสอบพบว่าการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี เป็นการนำเข้ารถเมล์จากจีนมาทั้งคัน แต่มาพักไว้ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อต้องการจะใช้สิทธิทางภาษี

ด้วยการนำรถเมล์เอ็นจีวีจีนมาสวมสิทธิมาเลเซียดังกล่าว จึงทำให้รถเมล์ต้องเสียภาษีนำเข้าอัตราเดียวกับที่นำเข้ามาจากประเทศจีนที่ 40% และเสียค่าปรับ 2 เท่าของภาษีต่อคัน จึงทำให้บริษัท เบสท์ริน ที่ชนะประมูลรถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี 489 คัน ที่กว่า 3,389 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลางถึงกว่า 630 ล้านบาท จึงต้องคิดหนักเมื่อจะต้องส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีบวกกับภาษีและค่าปรับที่มากขนาดนั้น

บนความผิดพลาดของบริษัทเอกชนดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อการทำแผนฟื้นฟูของ ขสมก.ที่จะทำให้แผนลดต้นทุนค่าใช้จ่าย 2 ส่วนไม่สามารถลดลงได้ตามเป้าหมาย คือ ลดค่าซ่อมและค่าเชื้อเพลิง เพราะหากไม่มีรถเมล์ใหม่มาวิ่งจำเป็นต้องนำรถเมล์เก่ามาให้บริการ ต้องใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลที่ต้นทุนสูงกว่า และค่าซ่อมมากกว่ารถเมล์เอ็นจีวี เมื่อเป็นเช่นนี้การคิดค่าปรับจึงควรจะบวกค่าเสียโอกาสดังกล่าวเข้าไปด้วยถึงจะเหมาะสม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท