
พิษฟินเทค
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
ธนาคารและสถาบันการเงินนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางการเงินของชาติ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งส่งผลกระทบถึงหลายประเทศในทวีปเอเชียและในประเทศไทย รัฐบาลในขณะนั้นตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท เพื่อพยุงฐานะทางการเงินของประเทศ โดยในช่วงระหว่างปี 2539-2540 สถาบันการเงินในประเทศถูกสั่งปิดไปถึง 58 สถาบัน พนักงานตกงานจำนวนมาก
สมัยก่อนค่านิยมของคนไทยส่วนหนึ่งมักสนับสนุนให้บุตรหลานของตนทำงานธนาคารเพราะถือว่ามีเกียรติในระดับหนึ่ง ประกอบกับงานธนาคารอันเป็นแหล่งฝากเงินและแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ย่อมมีความมั่นคง อย่างไรเสียไม่น่าจะถูกปลดออกจากงาน เว้นแต่จะได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา งานธนาคารที่เคยคิดว่ามั่นคง ปัจจุบันธนาคารบางแห่งกลับปลดพนักงาน เพื่อนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้แทนพนักงาน โดยเฉพาะในต่างประเทศ อาทิ ธนาคารบาร์เคลย์ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญชาติอังกฤษ ส่วนธนาคารไอเอ็นจี ของเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศปลดพนักงานจำนวน 7,000 คน หรือประมาณร้อยละ 12 ของพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 5.2 หมื่นคน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน และเตรียมนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนด้านดิจิทัล เพื่อเตรียมเข้าสู่ระบบธนาคารออนไลน์
ระบบดิจิทัล ในปัจจุบันได้พัฒนาล้ำยุคไปอย่างมากซึ่งการประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ในกิจการของธนาคาร คือ ฟินเทค (FinancialTechnology : Fintech) หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมตู้เอทีเอ็ม (ATM) ที่ช่วยให้คนถอนเงินสดได้สะดวกเพียงแค่มีบัตร เช่น บัตรเครดิตที่ใช้รูดซื้อสินค้าแทนเงินสด หรือการโอนเงินออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ เหล่านี้ล้วนเป็นฟินเทคอย่างหนึ่ง และธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไทยหลายแห่งต้องปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ใหม่เพื่อปรับตัวรับฟินเทค เช่น ธนาคารกสิกรไทยตั้งบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส (DV)
การโอนเงินออนไลน์โดยไม่ต้องมีเลขบัญชีอย่างพร้อมเพย์ (Prompt Pay) ที่มีเพียงแค่หมายเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของบัญชี สามารถโอนเงินได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ สมัยก่อนตู้เอทีเอ็มถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินในช่วงแรกๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และมีบทบาทอย่างยิ่งในการโอนเงินถอนเงินอาจต้องลดบทบาทลง โดยตู้เอทีเอ็มเครื่องแรกของไทย
เป็นของธนาคารไทยพาณิชย์ นำมาใช้เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ช่วงแรกพฤติกรรมการใช้ตู้เอทีเอ็มของคนไทยยังไม่แพร่หลาย อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีใหม่ไม่เคยชิน หรืออาจกลัวโจรผู้ร้ายจะมาจี้ปล้น ในขณะยืนถอนเงินคนเดียวและถอนเงินสดออกมาคราวละมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการถอนเงินและโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีฟินเทคเข้ามาการทำธุรกรรมกับตู้เอทีเอ็มและธนาคารโดยตรงจะลดน้อยลง
สำหรับการนำเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มาใช้ในงานของธนาคารในปัจจุบันรวมถึงฟินเทคที่กำลังจะเข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า อาจทำให้ต้องปลดพนักงานบางส่วน จากเมื่อก่อนคนที่เคยไปทำธุรกรรมกับธนาคารเมื่อเดินเข้าไปจะเห็นพนักงานหลากหลายตำแหน่งคอยต้อนรับให้บริการ หลังจากเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในธุรกิจของธนาคาร แต่ละสาขาก็เริ่มมีพนักงานน้อยลง เพราะบางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำ
ค่านิยมของคนไทยแต่เดิมเคยคิดว่า ทำงานธนาคารจะมีตำแหน่งหน้าที่มั่นคง คงต้องเริ่มปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองของงานประเภทนี้ แม้แต่คนปกติทั่วไปลูกค้าของธนาคารคงต้องปรับตัวเช่นกันเพื่อรับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลสังคมปลอดเงินสด เพราะเมื่อคนไม่พกเงินสดติดตัวจะช่วยป้องกันการลักขโมยของโจรผู้ร้ายได้มากขึ้น ธนาคารจะเสี่ยงจากการถูกปล้นน้อยลงเพราะมีเงินสดเก็บไว้น้อย
แต่พิษของฟินเทคจากการทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หากถูกแฮ็กเกอร์มือดีขโมยข้อมูลระบบจะสามารถป้องกันได้หรือไม่ และเมื่อระบบล่มเป็นระยะเวลานานๆ จะแก้ด้วยวิธีใด หรือหากธนาคารล้มละลาย หรือถูกปิดกิจการเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง และประชาชนไม่สามารถถอนเงินสดออกมาได้จะป้องกันได้อย่างไร
คนไทยยังไม่ชินกับระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่เป็นจำนวนมาก และบางคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำถึงความสะดวกสบายของฟินเทค หรือข้อดีข้อเสีย การจะหันมาใช้ฟินเทคทำธุรกรรมทางการเงิน คงเหมือนตอนเริ่มใช้ตู้เอทีเอ็มใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัย เพราะบางคนยังเชื่อว่าการเดินไปทำธุรกรรมยังธนาคารจะปลอดภัยกว่า
เมื่อสังคมก้าวสู่ยุคดิจิทัลทางการเงินแม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พนักงานธนาคารอาจจะกังวลใจในตำแหน่งหน้าที่การงานที่อาจจะถูกโยกย้าย หรือถูกปลดออกจากงาน เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนแรงงานคน แต่หากรู้จักเรียนรู้และปรับตัว ฟินเทคอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลจนเกินเหตุ







