
ราคาน้ำมันขาขึ้น ท้าทายนโยบายดอกเบี้ย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ ได้ประกาศปรับประมาณการราคาน้ำมันในในตลาดโลก โดยคาดว่าไตรมาส 2 ปี 2560 ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นเป็น 57.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส อินเตอร์มีเดียต และยังได้เพิ่มประมาณการราคาน้ำมันดิบเบรนต์เป็น 59 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 56.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปีนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 4-6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ อ้างอิงจากราคาของ ปตท. ในส่วนน้ำมันดีเซล ได้ขยับขึ้นจาก 20.59 บาท/ลิตรเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2559 มาเป็น 26.09 บาท/ลิตร หรือปรับเพิ่มขึ้น 5.5 บาท/ลิตร หรือ 26.7% เฉพาะเดือน ธ.ค. 2559 ปรับเพิ่มเดือนเดียว 1 บาท/ลิตร
ขณะที่ โกลด์แมน แซคส์ ชี้ด้วยว่าหลังจากผ่านช่วงครึ่งแรกของปี 2560 แล้ว คาดว่าตลาดน้ำมันโลกจะยังคงสมดุล โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคลื่อนไหวระหว่าง 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำจะหันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ประกอบกับจะมีซัพพลายน้ำมันในชั้นหิน (Shell oil) มากขึ้น
จะเห็นได้ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งถึงกลางปีหน้า และหากค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางอ่อนค่าลงอีก ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก โดยราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นนั้นมีทั้งผลดีและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งหักลบกลบกันแล้วเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อเศรษฐกิจไทย ยกเว้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะกระทบเล็กน้อย จากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง
ในด้านผลดีนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะช่วยให้กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีได้ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ หลังจากที่ช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตออกมาต่ำกว่าเป้าถึง 3,000 ล้านบาท หรือ 3% เนื่องจากภาษีบาปที่จัดเก็บจากสุรา ยาสูบ ต่ำกว่าเป้าหมด ซ้ำด้วยภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ยังไม่ฟื้นตัว มีเพียงภาษีน้ำมันที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าเท่านั้น
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นยังจะช่วยให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นตาม ช่วยให้เกษตรกรไทยมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจในปี 2560 ได้อีกทางหนึ่ง หลังจากปี 2559 เกษตรกรประสบทั้งปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผลผลิตลดต่ำลงจากปัญหาภัยแล้ง โดยขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ ยางพารา
ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อยก็จะฉุดอัตราเร่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นทำให้กำไรลดต่ำลง รวมทั้งจะส่งผลให้ต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าอยู่ในทิศทางขาขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในทิศทางขาขึ้นยังกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งอัตราเงินเฟ้อและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ที่ต้องติดตามเช่นเดียวกัน คือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงไปมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
“ต้องดูว่าปีนี้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากประมาณ 10% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ราคาต่ำลง แต่ปีหน้าราคาน้ำมันจะสูงขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลงทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยไม่สดใสมากนัก”
อมรเทพ ระบุว่า ผลของราคาน้ำมันต่อการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะในอดีตเมื่อปี 2548-2549 รัฐบาลในยุคนั้นได้มีการลดภาษีน้ำมันลงอย่างแรง ผลคือ ราคาน้ำมันที่ต่ำลงมาก ส่งผลให้มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงมากจนดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาโดยตลอด กลายเป็นขาดดุลในปีนั้นทันที
อย่างไรก็ตาม การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่ำลงก็น่าจะส่งผลดีต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นมาชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังจะทำให้ดัชนีราคาสินค้า หรือเงินเฟ้อขยับขึ้น ซึ่งเป็นการขยับจากด้านต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost Push) ไม่ใช่เพราะความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น
แต่แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ก็น่าติดตามว่าจะกระตุ้นให้เอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นตามหรือไม่ เพราะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% จากช่วงที่เคยขึ้นไปสูงสุด แต่ผู้ประกอบการก็ไม่ลงทุนเพราะอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำทำให้การสต๊อกสินค้าที่ผลิตออกมาเกิดการขาดทุนได้ แต่เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นแล้วทำให้เงินเฟ้อขยับสูงขึ้นตามก็ต้องตามดูว่าจะเป็นเงื่อนไขปัจจัยใหเอกชนตัดสินใจลงทุนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คาดเดาได้ยาก
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันด้วย เพราะหากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นประกอบกับนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อาจจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ก็จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท.
ด้าน นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ระบุว่า เอชเอสบีซี ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2560 ลงจากเดิม 2% เหลือ 1.7% จากอุปสงค์ยังคงอ่อนแอ ส่วนราคาน้ำมันอาจทำให้เงินเฟ้อปีหน้าสูงขึ้นบ้าง แต่รัฐบาลสามารถใช้กองทุนน้ำมันช่วยชะลอผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศได้ส่วนหนึ่ง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอชเอสบีซีคาดว่า ธปท.ไม่น่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อไปอีกระยะหนึ่ง และทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ที่ 1.5% ไปอีกพักใหญ่
จะเห็นได้ว่า หลายฝ่ายไม่กังวลว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปสูงมากเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้า เพราะมีแหล่งพลังงาน อย่างเชลออยล์เป็นตัวสกัดราคาน้ำมันไว้ไม่ให้พุ่งพรวดพราด แต่ทิศทางขาขึ้นของราคาน้ำมันก็เป็นสิ่งประมาทไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ ธปท.เพื่อเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีความท้าทายมากขึ้นในปีหน้า







