
สามารถคว้า 1,241 ล.
งานไฟฟ้าแรงสูงกฟผ. ดันหุ้นพุ่งแรง โบรกฯ แนะเลี่ยงโพสต์ทูเดย์ - สามารถคอร์ปอเรชั่นได้งานสายส่งไฟฟ้าแรงสูง กฟผ. 1,241 ล้าน หุ้นพุ่งแรงสวนตลาด ยังไม่ทำให้กำไรปีนี้ดูดีขึ้น โบรกเกอร์แนะเลี่ยง
งานไฟฟ้าแรงสูงกฟผ. ดันหุ้นพุ่งแรง โบรกฯ แนะเลี่ยงโพสต์ทูเดย์ - สามารถคอร์ปอเรชั่นได้งานสายส่งไฟฟ้าแรงสูง กฟผ. 1,241 ล้าน หุ้นพุ่งแรงสวนตลาด ยังไม่ทำให้กำไรปีนี้ดูดีขึ้น โบรกเกอร์แนะเลี่ยง
นายศิริชัย รัศมีจันทร์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่องการลงนามในหนังสือยืนยันการว่าจ้างจัดหาและจ้างก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยบริษัท เทด้า (TEDA) บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ 94.35% ได้ลงนามในสัญญากิจการค้าร่วมกับบริษัท ทาทา โปรเจคท์ หรือ “TPL-TEDA Consortium” ในสัดส่วน 33.69% : 66.31%
TPL-TEDA Consortium ได้ลงนามในหนังสือยืนยันการว่าจ้างจัดหาและจ้างก่อสร้าง สายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ช่วงสุราษฎร์ธานี 2-ภูเก็ต 3 (จากสุราษฎร์ธานี 2 ถึง กม. 116) และระบบ 230 kV ช่วงสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง ไปยังสถานีไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี 2 กับ กฟผ. เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2559 มูลค่าสัญญาก่อสร้างรวมกว่า 1,241 ล้านบาท
ทั้งนี้ มีสัดส่วนเป็นมูลค่าสัญญาคือ บริษัท เทด้า มูลค่าสัญญากว่า 418 ล้านบาท และบริษัท ทาทา โปรเจคท์ มูลค่าสัญญากว่า 823 ล้านบาท โดยมีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 มี.ค. 2562 โดยการรับรู้รายได้เป็นไปตามสัดส่วนความสำเร็จของงาน
ราคาหุ้น SAMART ปิดที่ 13 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.56% สวนทางดัชนีหุ้นไทยที่แกว่งตัวลดลง
กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2559 ของ SAMART อยู่ที่ 10 ล้านบาท ลดลง 89% จากไตรมาส 2 และลดลง 96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำระดับต่ำสุดใหม่อีกครั้ง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า จากการที่บริษัท สามารถไอโมบาย (SIM) ขาดทุนหนักขึ้นที่ 193 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2 ที่ 71 ล้านบาท และบริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) ซึ่งควรจะช่วยประคองกลุ่มได้ กำไรกลับหดตัวอีก 30 ล้านบาท จากไตรมาส 2 หรือ ลดลง 51% การที่ SAMTEL ยังไม่ฟื้นตัว และแนวโน้มการประมูลช่วงสิ้นปีเงียบเหงา ทำให้ผลประกอบการปีนี้ของ SAMART จะน่าผิดหวังมาก
ดังนั้น จึงลดประมาณการปี 2559/2560 ลงอีกถึง 70% และ 52% ตามลำดับ เมย์แบงก์ประเมินราคาพื้นฐานปี 2560 ใหม่ที่ 16.60 บาท/หุ้น และคงคำแนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน จากแนวโน้มขาดทุนของ SIM ที่ยังคงลากต่อในไตรมาส 4 ปี 2559
SIM ขาดทุนหนักขึ้น แม้รายได้ของกลุ่มที่ 3,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาส 2 และลดลง 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจะรักษาระดับได้ดี อย่างไรก็ดี อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มหดตัวแรง 3.9% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 20.4% กดดันกำไรจากอัตรากำไรขั้นต้นของ SIM ที่หดตัวเหลือเพียง 2.4% เท่านั้น เทียบกับระดับปกติที่ 20% จากกลยุทธ์การล้างสต๊อกที่ยังต้องทำต่อ ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของ SAMTEL ก็หดตัวต่ำกว่าปกติเช่นกัน อยู่ที่ 14.2% เทียบกับระดับปกติที่ 20%







