
ติงคุณหมอธีระวัฒน์ด้วยรักและหวังดี (2)
.....นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ข้อเขียนคุณหมอธีระวัฒน์ในหนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ที่ 15 ส.ค. 2553 ตั้งชื่อเรื่องว่า
“ดีเลิศประเสริฐ แถมยังฟรี...มีจริงหรือ” และมีข้อความตอนท้ายๆ ว่า “รัฐบาลประกาศได้หรือยังครับว่า บัตรทองช่วยคุณได้...แต่ไม่ถึงที่สุด”ความจริงโครงการนี้ไม่เคยประกาศเลยว่าเป็นโครงการที่
“ดีเลิศประเสริฐ” และ “ช่วยได้...ถึงที่สุด” เพราะพูดเพียงว่า “30 บาท รักษาทุกโรค” ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า ไปรับบริการแต่ละครั้งจ่ายเพียง 30 บาท จะได้รับการดูแลรักษาทุกโรคแน่นอนว่า ไม่เคยมีแพทย์หรือใครๆ ทั้งก่อนและหลังเกิดโครงการนี้ที่จะกล้าประกาศว่า
“รักษาหายทุกโรค” เพราะย่อมฝืนความจริงอย่างไรก็ดี โครงการนี้แม้ไม่
“ดีเลิศประเสริฐ” แต่คนทำ โดยเฉพาะคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งล่วงลับไปแล้ว ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อพยายามทำสิ่งดีๆ ที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญแทนที่จะถูกเหยียดหยันประการแรก ต้องชื่นชมทั้งคนทำงานและรัฐบาลสมัยนั้น ที่ได้ผลักดันให้มีการเปลี่ยนหลักการของโครงการนี้ จากนโยบายในอดีตที่มุ่งเป็นการ
“สงเคราะห์” ให้เปลี่ยนเป็น “สิทธิ” ของประชาชนพลเมืองแทน ในอดีต “โครงการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยด้านการรักษาพยาบาล” มักทำให้เกิดบริการ “สองมาตรฐาน” โดยโรงพยาบาลบางแห่งถึงกับแยกสีใบสั่งยาให้แก่คนไข้เหล่านี้เลย แต่โครงการบัตรทองมุ่งคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้รับบริการอย่างมาก ทำให้รัฐบาลที่ทำเรื่องนี้สามารถครองใจคนไทย 4748 ล้านคนประการที่สอง จากงบประมาณเริ่มต้นที่ต่ำมากเพียง 1,202 บาทต่อคนต่อปี แต่สามารถเจียดเงินเพียงหัวละ 10 บาท ไปพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รับส่งผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต ทำให้สามารถลดการตายและความพิการลงได้มาก โดยที่ระบบสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมซึ่งใช้เงินมากกว่า ไม่เคยทำได้มาก่อน
ประการที่สาม มีการพัฒนาระบบสายด่วนให้คำปรึกษา หมายเลข 1330 ซึ่งมีคุณภาพการบริการที่ดีมาก ให้บริการได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ระบบสวัสดิการข้าราชการยังไม่เคยจัดบริการนี้เลย และประกันสังคมให้บริการได้เฉพาะวันราชการเท่านั้น และมิได้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
ประการที่สี่ มีความพยายามบรรเทาความเสียหายให้แก่คนไข้มาตั้งแต่ต้น คือ มาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ซึ่งกรรมการแพทยสภาหลายคนออกมาค้าน โดยใช้ลูกเล่นคล้ายการคัดค้าน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขในขณะนี้ทั้งเรื่องกล่าวหาว่า จะทำให้มีการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้นและวิธีการสวมปลอกแขนดำไว้ทุกข์ แต่บัดนี้ผู้คัดค้านกลับพูดเสียงเดียวกันว่า มาตรา 41 ดี ซึ่งดีจริงเพราะสามารถบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ตายหรือผู้พิการกว่า 2,700 ราย
ประการที่ห้า ได้แสดง
“หัวใจของความเป็นมนุษย์” ด้วยการริเริ่มเสนอให้มีการทำซีแอลยา ทำให้คนไข้จำนวนมากเข้าถึงยาจำเป็นได้มากขึ้น ชีวิตยืนยาวขึ้นประการที่หก มีความพยายามส่งเสริมหลักมนุษยธรรม ด้วยการผลักดันมากว่า 5 ปี ให้มีการดูแลรักษา
“คนไทยที่รอพิสูจน์สัญชาติ” หรือ“คนไร้รัฐ” เกือบ 5 แสนคน จนสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนงบประมาณของโรงพยาบาลชายแดนจำนวนมากด้วยประการที่เจ็ด แม้โครงการนี้จะเป็นระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในประเทศไทย เพราะใช้เงินในอัตราน้อยที่สุดแล้ว ยังมีความพยายามในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาโรงพยาบาลบางแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ คนไข้ไม่ต้องรอนาน
คนไข้เอดส์ก็มีการพัฒนาระบบการดูแลรักษาอยู่เป็นระยะๆ ทำให้คนไข้ในระบบนี้มีอัตราการรักษาต่อเนื่องสูงสุด และมีระบบข้อมูลการรักษาดีที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 ระบบ
ประการที่แปด สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้มีการพัฒนาระบบการล้างไตทางช่องท้อง ทำให้คนไข้พึ่งตัวเองได้มากขึ้น พึ่งพาโรงพยาบาลน้อยลง ลดภาระโรงพยาบาลลงด้วย โดยอัตราโรคแทรกซ้อนต่ำพอๆ กับประเทศเจริญแล้วอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ และสามารถต่อรองราคาน้ำยาล้างไตลงได้ถึงประมาณ 3040%
ประการที่เก้า นอกจากงานด้านรักษาพยาบาลแล้ว ยังริเริ่มโครงการขยายการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยมีการศึกษาวิจัยด้านต้นทุน/ประสิทธิผลใน 2 จังหวัดก่อน ซึ่งผลออกมาชัดเจนว่า นอกจากจะคุ้มค่าในแง่การลงทุนแล้ว ยังช่วยลดความทุกข์ทรมานของคนไข้
ประการที่สิบ เมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้ริเริ่มสำรองยากำพร้า เริ่มจาก 7 รายการ ซึ่งเป็นยาจำเป็นเพื่อการช่วยชีวิต แต่หายากเพราะใช้น้อยและไม่มีผู้ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศไทย
ประการที่สิบเอ็ด ยังมีโครงการ
“ไม้เท้าขาว” เพื่อสร้างเครือข่ายและฝึกอบรมผู้พิการทางสายตาทั่วประเทศ ให้สามารถช่วยตัวเองออกมาอยู่ในสังคมได้สุดท้ายที่คุณหมอธีระวัฒน์ เขียนว่า
“ข้าราชการประจำเลิกเสีย เชียร์นักการเมือง” ขอยืนยันว่า โครงการนี้ฝ่ายข้าราชการประจำคือคุณหมอสงวนและคณะเป็นผู้เสนอ และฝ่ายการเมืองเป็นผู้สนองสนับสนุน ไม่ใช่เรื่องการ “เชียร์” นักการเมืองแต่อย่างใดคุณหมอธีระวัฒน์คงทราบดีว่า แต่เดิมคนไทยที่สิ้นเนื้อประดาตัว ต้องขายวัว ควาย ไร่ นา และแม้แต่ลูกสาว 1 ใน 3 เกิดเพราะเจ็บป่วยและต้องเสียค่ารักษาราคาแพง แต่โครงการนี้ช่วยลดปัญหานี้ลงได้อย่างชะงัด
เป็นโครงการที่สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างชัดเจนโดยแท้







